AMATA ปักธง! ปี 69 ขายที่ดิน 2,800 ไร่ใน 3 ประเทศ ชู “ไทย-เวียดนาม-ลาว” เป็นยุทศาสตร์สำคัญ ลุยอัดงบ 10,000 ล้านบาท รองรับการย้ายฐานการผลิตระดับโลก พร้อมดึงมืออาชีพเสริมแกร่ง - ปรับทัพบริหารครั้งใหญ่
นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA เปิดเผยว่า บริษัทฯ ตั้งเป้าผลงานปี 69 เติบโตต่อเนื่อง จาก Backlog ที่มีอยู่ราว 21,000 ล้านบาท จะทยอยรับรู้รายได้เข้ามาในปีนี้ ควยคู่กับการรักษาอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ไม่น้อยกว่า 28%
อีกทั้งในปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายแตะ 2,800 ไร่ แบ่งเป็น ที่ดินในไทย 1,650 ไร่ ลาว 600 ไร่ และเวียดนาม 550 ไร่ พร้อมตั้งงบลงทุนรวม 10,000 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดินและพัฒนาระบบสาธารณูปโภคในนิคมอุตสากรรมที่เวียดนามราว 2,000-3,000 ไร่ นอกนั้นลงทุนพัฒนานิคมในประเทศไทย
ทรานส์ฟอร์มสู่การเป็น "Industrial City"
โดยหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ปี 2569 คือการทรานส์ฟอร์มจากผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมสู่การเป็น "Industrial City" หรือเมืองอุตสาหกรรมครบวงจร ที่ผสานโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้ ปรัชญา "All Win” มุ่งสร้างการเติบโตอย่างสมดุลระหว่างภาคธุรกิจ นักลงทุน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
อีกทั้งบริษัทฯ เดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี ดึงผู้บริหารมืออาชีพเข้ามาขับเคลื่อนองค์กรให้สอดรับกับการขยายตัวสู่มาตรฐานสากล เพื่อรองรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ที่กำลังหลั่งไหลเข้าสู่ภูมิภาค โดยการปรับโครงสร้างดังกล่าวมุ่งเน้น 3 แกนหลัก สำคัญ ดังนี้
- Agility เพิ่มความคล่องตัวและความรวดเร็วในการตัดสินใจทางธุรกิจ
- Governance เสริมสร้างระบบธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน
- Scale Up รองรับการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve และโครงการ ลงทุนระดับเมกะโปรเจ็กต์
แนะรัฐฯ เร่งออกนโยบาน ดึงดูด FDI
นอกจากนี้การเมืองไทยที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เป็นปัจจัยบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย จากนโยบายที่มีความต่อเนื่อง โดยนายวิกรม ประธานบอร์ด AMATA กล่าวว่า “ความได้เปรียบของรัฐบาลชุดนี้ คือ มีนายกรัฐมนตรีเป็นเถ้าแก่ ซึ่งมีความรู้ด้านธุรกิจ มีความเข้าใจในกลไกตลาดและโครงสร้างธุรกิจเป็นอย่างดี และรู้จักคนที่มีความชำนาญในแต่ละสายงาน ทำให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดีเพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก รัฐบาลต้องเร่งประกาศนโยบายเชิงรุกเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ เช่นเดียวกับ ‘สิงคโปร์’ ที่มีนโยบายและกฎหมายรองรับนักลงทุน โดยมองว่าไทยมีจุดแข็ง จากทำเลยุทธศาสตร์ที่ดี และโครงสร้างพื้นฐานแข็งแกร่ง เหลือแค่นโยบายที่น่าดึงดูดจากภาครัฐฯ”
อาเซียนคือ "Safe Haven" ของฐานผลิตโลก
อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและสงครามการค้าที่เผชิญอยู่ในปัจจุบัน ยังเป็นความท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตโลก โดยนักลงทุนจากทั่วโลกกำลังมองหาฐานการผลิตใหม่ที่มีเสถียรภาพและศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว ส่งผลให้ภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย เวียดนาม และลาว กลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่นักลงทุนให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทำให้นักลงทุนกว่า 30 สัญชาติ รวมถึงบริษัทชั้นนำระดับโลกในกลุ่ม Fortune Global 500 ยังคงเชื่อมั่นและขยายการลงทุนในนิคมฯ ของ AMATA อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมีโครงการของอมตะเป็นที่ตั้งของโรงงานและธุรกิจเชิงพาณิชย์มากกว่า 1,600 แห่ง มีแรงงานรวม กว่า 350,000 คน
“อาเซียนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการลงทุนใหม่ของโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่มีความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งรวมถึงระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครบวงจร ซึ่งอาเซียนมีศักยภาพในการรองรับด้านการลงทุน” นายวิกรม กล่าวทิ้งท้าย