สงครามจบ-การเมืองชัด! โบรกฯ ชี้เป้าสอยหุ้นเด่น ”Anti-Commodity“

สงครามจบ-การเมืองชัด! โบรกฯ ชี้เป้าสอยหุ้นเด่น ”Anti-Commodity“
บล.เอเซีย พลัส ชี้ช่องลงทุนรับข่าว "ทรัมป์" ส่งสัญญาณจบสงครามอิหร่าน ราคาน้ำมันร่วงแรง ชูหุ้น "Anti-Commodity" เด่นพ่วงปัจจัยบวกตั้งรัฐบาลไทยเร็วกว่ากำหนด

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนโลกว่ากำลังเข้าสู่ภาวะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กลับลำส่งสัญญาณว่าสงครามกับอิหร่านจะจบลง "เร็วๆ นี้" ซึ่งถือว่าเร็วกว่าที่เคยประกาศไว้เมื่อต้นเดือนมีนาคมว่าอาจต้องยืดเยื้อนาน 4-5 สัปดาห์ สัญญาณเชิงบวกดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ เอเชีย ญี่ปุ่น (+3.1%) และเกาหลีใต้ (+6.2%) ปรับตัวพุ่งสูงขึ้น สวนทางกับ ราคาน้ำมันดิบโลกที่ผันผวนหนักและร่วงลงแรงกว่า 6.6% จนหลุดระดับ 100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล นอกจากนี้ ที่ประชุม G7 ยังมีความพร้อมที่จะปล่อยคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) จำนวนมหาศาลราว 300-400 ล้านบาร์เรล หากสถานการณ์มีความจำเป็น ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าวิกฤตครั้งก่อนๆ ทำให้ความกังวลเรื่องอุปทานขาดแคลน (Supply Shortage) คลี่คลายลงอย่างมาก

เศรษฐกิจไทยได้ลุ้นฟื้นตัว รับอานิสงส์ตั้งรัฐบาลใหม่ไวกว่าคาด สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจประเทศไทย แม้สำนักเศรษฐกิจหลายแห่งจะคาดการณ์ว่า GDP ปี 2569 อาจเติบโตเฉลี่ยเพียง 1.8% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีย้อนหลังที่ 1.9% และมีความเสี่ยงที่ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจกดดันให้ GDP ร่วงลงเหลือ 1.3-1.6% แต่สถานการณ์การเมืองในประเทศกลับมีพัฒนาการเชิงบวกที่จะเข้ามาเป็นฟันเฟืองช่วยพยุงเศรษฐกิจ

บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ทิศทางการเมืองที่ส่งสัญญาณว่า จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วกว่ากำหนด หลังจาก กกต. รับรอง ส.ส. แล้ว 499 คน จะทำให้กระบวนการต่างๆ เดินหน้าได้ไวขึ้น โดยคาดว่าจะมีการโหวตเลือกนายกฯ ในช่วงวันที่ 18-19 มี.ค. และรัฐบาลสามารถเริ่มบริหารประเทศได้อย่างเต็มตัวในเดือน พฤษภาคม 2569 ปัจจัยนี้จะส่งผลดีใน 3 มิติหลัก ได้แก่

1.งบประมาณปี 2570 ไม่สะดุด: ช่วยให้เม็ดเงินการลงทุนภาครัฐหมุนเวียนต่อเนื่อง

2.ดึงดูดความเชื่อมั่นและ FDI: สร้างบรรยากาศเชิงบวก (Election Rally) ให้นักลงทุนต่างชาติที่รอดูสถานการณ์เริ่มตัดสินใจขยายฐานการผลิต

3.หนุนการบริโภคในประเทศ: คาดหวังนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น (Quick Win) ช่วงกลางปี เพื่อพยุงกำลังซื้อของครัวเรือน ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ GDP ไทยเติบโตได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ (Upside)

กลยุทธ์การลงทุน: ลุยเก็บหุ้น "Anti-Commodity" หวังรีบาวด์แรง ด้วยสถานการณ์สงครามที่ผ่อนคลายและราคาน้ำมันที่ดิ่งลง บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนปรับกลยุทธ์มาเก็งกำไรในกลุ่มหุ้น "Anti-Commodity" หรือหุ้นที่สะท้อนรับปัจจัยลบจากภาวะสงครามไปจนราคาปรับย่อลงมาลึกมากในช่วงก่อนหน้านี้ โดยคาดหวังการดีดตัวกลับอย่างรุนแรง (Rebound) หุ้นเด่นที่แนะนำให้ทยอยสะสม ได้แก่ SCC, GPSC, BA, BGRIM, CBG, BH, MINT, AAV, ERW, IVL, MTC, CENTEL, SAWAD และ SCGP นอกจากนี้ ในฝั่งหุ้นต่างประเทศ บล.เอเซีย พลัส ยังชื่นชอบกลุ่มเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีนที่มีโมเมนตัมแข็งแกร่ง โดยเฉพาะ XPENG ที่เพิ่งเปิดตัวรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ G6 Extended ที่วิ่งได้ไกลสูงสุด 1,704 กม. และเดินหน้าลุยแผนผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ รวมถึงรถบินได้แบบ Mass Production ภายในปีนี้ รวมถึง BYD ที่เปิดตัวสุดยอดนวัตกรรม "Blade Battery 2.0" ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่รถ EV ที่เร็วที่สุดในโลก ชาร์จ 10-97% ภายใน 9 นาที โดยแนะนำให้นักลงทุนพิจารณาผ่านตราสารแสดงสิทธิฯ DR: XPENG03 และ DR: BYDCOM01

TAGS: #บริษัทหลักทรัพย์เอเซียพลัส #ASPS #Anti-Commodity #หุ้น #การลงทุน