BANPU ปักธง! ผลงานปี 69 โตต่อ รับสงครามดันราคาพลังงานพุ่ง! ลุยควบรวม BPP ปั้นทัพ "NewCo" Q3/69 นี้

BANPU ปักธง! ผลงานปี 69 โตต่อ รับสงครามดันราคาพลังงานพุ่ง! ลุยควบรวม BPP ปั้นทัพ
BANPU มั่นใจรายได้และ EBITDA ปี 2569 เติบโตแข็งแกร่ง รับอานิสงส์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ผลักดันราคา น้ำมัน-แก๊ส-ถ่านหินพุ่ง!! พร้อมเดินหน้าควบรวม BPP จัดตั้งบริษัทใหม่ NewCo ใน Q3/69 นี้

นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU เปิดเผยว่า บริษัทฯ ปักธงรายได้รวมและ EBITDA ในปี 2569 เติบโตกว่าปีที่ผ่านมา รับอานิสงส์จากสงครามตะวันออกกลาง หนุนราคาน้ำมัน-แก๊ส-ถ่านหิน พุ่งสูงขึ้น พร้อมวางงบลงทุนรวม 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายใน 4-5 ปีข้างหน้า ลุยลงทุนธุรกิจพลังงานให้ครอบคลุมรอบด้าน ทั้งธุรกิจแก๊ส ไฟฟ้า การกักเก็บคาร์บอน และแร่ธาตุสำคัญ ควบคู่กับการบริหารจัดการต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น

ในขณะเดียวกันบริษัทฯ เล็งเห็นโอกาสจากความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในกลุ่มธุรกิจ AI และ Data Center ที่กำลังขยายตัวต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ อยู่ระหว่างการศึกษาการลงทุนพลังงานสะอาดเข้าพอร์ตโฟลิโอเพิ่มเติม พร้อมตั้งเป้าสร้าง EBITDA ให้เติบโตมากกว่า 1.5 เท่า และสร้างรายได้ EBITDA จากธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหินมากกว่า 50% ภายในปี 2573

สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2569 ธุรกิจถ่านหิน บริษัทฯ ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตในออสเตรเลียแตะ 8.3 ล้านตัน มองโกเลียแตะ 2.3 ล้านตัน ขณะที่จีนคาดย่อตัวลงเป็น 10.5 ล้านตัน จากเดิมที่ 11.1 ล้านตัน และที่อินโดนีเซีย ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยคาดเห็นความชัดเจนจากภาครัฐฯ ภายในเดือนนี้ ส่วนธุรกิจไฟฟ้า คาดโครงการใหม่จะเริ่มทยอยจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ในปี 70-71

ทั้งนี้บริษัทฯ มีแผนปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจโดยการควบบริษัทระหว่างบ้านปู (BANPU) กับ บ้านปู เพาเวอร์ (BPP) เป็นบริษัทมหาชนจำกัดใหม่ ภายใต้ชื่อ BANPU (NewCo) โดยคาดว่าจะมีการรับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้านการควบบริษัท การจัดสรรหุ้นของบริษัทใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้น และการจัดประชุมผู้ถือหุ้นร่วมของทั้งสองบริษัท (Joint Shareholders’ Meeting) ภายใน Q2/69 และนำบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเสร็จสิ้นภายใน Q3/69 นี้

ภายหลังการปรับโครงสร้าง แบ่งออกเป็น  4 กลุ่มธุรกิจหลัก ดังนี้

1. เหมืองยุคใหม่ (Next-Gen Mining) ด้วยการเปิดดำเนินการเหมืองในมองโกเลียอย่างเป็นทางการปีแรก มียอดขาย 1.62 ล้านตัน พร้อมโชว์ผลสำเร็จในการลดต้นทุนการดำเนินงานในอินโดนีเซียและออสเตรเลียรวมกว่า 150 ล้านเหรียญฯ นอกจากนี้ยังสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญด้วยการเข้าลงทุนใน "ธุรกิจนิกเกิล" ที่อินโดนีเซีย เพื่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานแร่แห่งอนาคต

2. ก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ (U.S. Closed-Loop Gas) ลุยยกระดับธุรกิจ CCUS ผ่านการจับมือกับพันธมิตรเดนมาร์ก (CIP) โดยโครงการ Barnett Zero สามารถกักเก็บคาร์บอนได้กว่า 138,280 ตันในปี 2568 และเตรียมเปิดโครงการ Cotton Cove ที่มีความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน 32,000 ตันต่อปี ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

3. ธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+) โดยเฉพาะระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ที่ปัจจุบันมีกำลังการผลิตรวมถึง 2,100 เมกะวัตต์ชั่วโมง ครอบคลุมทั้งญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และสหรัฐฯ ขณะที่ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน เริ่มพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Jinhu Qianfeng ในจีน คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายใน Q3/69 ส่วนธุรกิจการซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) ในญี่ปุ่น มียอดจำหน่ายไฟฟ้ารวม 6,593 กิกะวัตต์ชั่วโมง และธุรกิจค้าปลีกไฟฟ้าในเท็กซัสภายใต้ BKV Energy คว้ารางวัลการันตีคุณภาพ “Best Electricity Provider” สะท้อนความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคในระดับสูง

4. เทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Tech) ผ่านความร่วมมือระหว่าง “บ้านปู เน็กซ์” ร่วมมือกับ “อมตะ วีเอ็น และโซลาร์บีเค (SolarBK)” พัฒนาโครงการโซลาร์บนหลังคา กำลังการผลิตรวม 227 เมกะวัตต์ ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะในประเทศเวียดนาม 2 แห่ง ขณะที่ธุรกิจแบตเตอรี่มีกำลังการผลิตในปัจจุบันรวม 3.2 กิกะวัตต์ชั่วโมง และธุรกิจยานยานต์ไฟฟ้าบริหารจัดการยานยนต์ไฟฟ้ารวม 876 คัน พร้อมเดินหน้าลงทุนในเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI และการพัฒนา Advanced Small Modular Reactor (aSMR) เพื่อรองรับดีมานด์พลังงานสะอาดมหาศาลจากกลุ่ม Data Center และการผลิตไฮโดรเจนในอนาคต

สำหรับผลประกอบการในปี 2568 บริษัทฯ รายงานรายได้จากการขายรวม 5,278 ล้านเหรียญสหรัฐ (*เทียบเท่า 173,423 ล้านบาท) กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวม 1,191 ล้านเหรียญสหรัฐ (*เทียบเท่า 39,108 ล้านบาท) และมีกำไรจากการดำเนินงาน 22.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (*เทียบเท่า 752 ล้านบาท) แต่มีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิภาษีที่เกี่ยวข้องจากเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐในระหว่างปี จำนวน 45.9 ล้านเหรียญสหรัฐ (*เทียบเท่า 1,509 ล้านบาท) ผลกระทบจากรายการอนุพันธ์ทางการเงิน รายการปรับปรุงและรายการที่ไม่เกิดขึ้นประจำ จึงรายงานผลขาดทุนสุทธิจำนวน 61.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (*เทียบเท่า 2,025 ล้านบาท)

TAGS: #BANPU #BPP #BANPUNewCo #หุ้น #พลังงาน #น้ำมัน #ถ่านหิน #แก๊ส #ไฟฟ้า #สงครามตะวันออกกลาง #การลงทุน #AI #DataCenter