GGC เดินหน้าสร้างโอกาสธุรกิจใหม่ ผ่าน 3 กลยุทธ์หลักแนะรัฐปรับสูตรน้ำมันดีเซลเพิ่มผสม B100 จาก B5 เป็น B10-B20 และเอทานอลในโซฮอล์ เป็น E20 หวังช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบช่วงวิกฤตตะวันออกกลาง
นายกฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจในปี 2569 มีความพร้อมในการรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงโดยประเทศไทยและ ภาคอุตสาหกรรม จะยังคงเผชิญความท้าทาย รอบด้าน ทั้งจากความตึงเครียด ทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายกำแพงภาษี ความผันผวนของ เศรษฐกิจโลก และราคาพลังงานที่ปรับตัว ตามกลไกตลาด แต่ด้วยศักยภาพ ด้านความยืดหยุ่นทางการเงิน (Financial Resilience) ที่แข็งแกร่ง บริษัทฯ มีการบริหารจัดการ สภาพคล่องอย่างมีประสิทธิภาพ มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ที่เป็นบวกอย่างต่อเนื่อง และยังคงรักษาสถานการณ์เป็นบริษัท ที่ปราศจากภาระหนี้ (Debt-Free Company) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่พร้อมรองรับ การเติบโตตามยุทธศาสตร์ระยะยาวของบริษัทฯ
ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าผลักดัน EBITDA เติบโต 10% จากปีก่อน จากการยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มมูลค่าธุรกิจ พร้อมสร้างความยั่งยืนให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ เพื่อผลักดันรายได้ปีนี้ เติบโต 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีรายได้รวม 19,981 ล้านบาท โดยมีเป้าหมาย EBITDA แตะระดับ 1,200 ล้านบาท ภายในปี 2573
อย่างไรก็ตามในปีนี้ ผลการดำเนินงานของบริษัทมีโอกาสกลับมาเป็นบวก จากปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 683.84 ล้านบาท จากทิศทางธุรกิจที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเดินหน้ากำหนดแผนการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “GGC Taking the Future” เพื่อตอกย้ำเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนองค์กรอย่างมุ่งมั่นและมีทิศทางชัดเจน ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ยกระดับศักยภาพการแข่งขัน สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ผ่าน 3 กลยุทธ์หลักสำคัญ ได้แก่ 1.Take Cost Competitiveness: ยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน โดยตั้งเป้าลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง 150 ล้านบาท
2.Take Growth & Value: เร่งสร้างการเติบโตและเพิ่มมูลค่าธุรกิจอย่างเป็นระบบ ผ่านการขยายกำลังการผลิต Fatty Alcohol อีก 10,000 ตัน เพื่อรองรับความต้องการตลาดและเสริมศักยภาพการแข่งขัน พร้อมกันนี้บริษัทตั้งเป้าผลักดันรายได้จากผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Products: HVP) เติบโต 20%
และ 3.Take Sustainability Forward: สร้างความยั่งยืนให้เป็นทั้งโอกาสทางธุรกิจและข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขัน โดยขับเคลื่อนผ่านโครงการ Carbon Credit Program จากสวนปาล์มต้นแบบกว่า 5,000 ไร่
นายกฤษฎา กล่าวถึงิสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ว่าจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้นกลุ่ม ปตท. เตรียมเสนอภาครัฐ พิจารณาการปรับเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซล B100 เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอยู่ที่ 5% ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 10-20% ขณะที่สัดส่วนผสมเอทานอล ที่ระดับ 20% เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบ
อย่างไรก็ตามปัจจุบันปริมาณการผลิตรวมของประเทศไทยมีปริมาณ B100 และเอทานอลเพียงพอ โดยในส่วนของ GGC มีกำลังการผลิต B100 อยู่ที่ 500,000 ตันต่อปี และเอทานอล 180 ล้านลิตรต่อปี
สำหรับโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ ที่จังหวัดนครสวรรค์ การก่อสร้างโรงงานทั้งเฟส 1 และ 2 เสร็จเรียบร้อยแล้วทั้งหมด แต่ตอนนี้อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ ซึ่งมีทิศทางแล้วว่าจะปรับอย่างไร แต่เนื่องจากมีส่วนที่จะต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการต่างๆ ทำให้มีความล่าช้าออกไป แต่คาดว่าจะเสร็จเรียบร้อยทั้งหมดในปีนี้ ซึ่งโครงการมีการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ (Write Off) ประมาณ 600 ล้านบาท และปรากฎในงบปี 2568 เรียบร้อยแล้ว ซึ่งปีนี้โรงงานของกับ NatureWorks จะเริ่มผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพ Ingeo กำลังการผลิต 75,000 ตันต่อปี จะทำให้โครงการสาธารณูปโภคของบริษัท ที่เป็นโรงไฟฟ้าชีวมวล ขนาด 85 เมกะวัตต์ และไอน้ำ 475 ตันต่อชั่วโมง สามารถที่จ่ายไฟฟ้าป้อนให้กับโครงการของกับ NatureWorks ได้ จะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น
ด้านโรงงานเอทานอล บริษัทได้หยุดการผลิตเกือบทั้งหมด ตั้งแต่ 2 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากราคาเอทานอลต่ำมาก อยู่ที่เพียง 18-19 บาทต่อลิตร ไม่คุ้มกับต้นทุนการผลิต แต่บริษัทยังมีสต๊อกเพื่อส่งให้กับลูกค้าอยู่