BAFS GROUP วางกลยุทธ์ปี’69 ขับเคลื่อนธุรกิจสร้างสมดุลโครงสร้างรายได้ ตั้งเป้าหมายธุรกิจเติมน้ำมันโต4% ประเมินแนวโน้มอุตสาหกรรมการบินสอดคล้องการท่องเที่ยวของประเทศไทย
ม.ล. ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS เปิดเผยว่า ผลประกอบการปี 2568 มีรายได้รวมอยู่ที่ 3,707.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน EBITDA เติบโต 8% มาอยู่ที่ 1,755.5 ล้านบาท มีกำไรสุทธิในส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัท 211.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 106% คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.25 บาท และมีอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ที่ 4% โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยานและปริมาณการขนส่งน้ำมันทางท่อที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และปัจจัยบวกจากการทำการตลาดเชิงรุกของกลุ่มบริษัท
ทั้งนี้ในปี 2568 ที่ผ่านมาการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย ยังคงมีความเปราะบางและต่ำกว่าความคาดหวังของตลาด ปัจจัยกดดันหลักมาจากการฟื้นตัวที่ช้ากว่าคาดของตลาดนักท่องเที่ยวหลัก โดยเฉพาะ ตลาดจีน ซึ่งยังได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่อ่อนแอและพฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนไป
นอกจากนี้ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ต้นทุนการเดินทางที่อยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางระหว่างประเทศ ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมามีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 32.9 ล้านคน ลดลงราว 7% จากปีก่อน
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเริ่มเห็นสัญญาณการปรับตัวเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน โดยมีนักท่องเที่ยวจาก อินเดีย ตะวันออกกลาง และรัสเซีย รวมถึง กลุ่มนักท่องเที่ยวระยะยาว (Long-stay) เข้ามาทดแทนตลาดเดิมในบางส่วน กล่าวได้ว่าปี 2568 จึงเป็นปีแห่งการปรับสมดุลและการวางรากฐานของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย มากกว่าการเติบโตเชิงปริมาณ
ดังนั้น ในระยะต่อไป ความสามารถในการยกระดับคุณภาพบริการ การดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย และการปรับตัวให้สอดรับกับโครงสร้างอุปสงค์ที่เปลี่ยนไป จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ดีนอกจากธุรกิจการให้บริการน้ำมันอากาศยาน การเติบโตของ BAFS GROUP ยังมีปัจจัยมาจากการดำเนินกลยุทธ์ขยายธุรกิจเชิงรุกอย่างต่อเนื่องของทุกกลุ่มธุรกิจ ดังนี้
กลุ่มธุรกิจ Aviation ในปี 2568 มีปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยานอยู่ที่ 5,372 ล้านลิตร รายได้รวม 3,008.2 ล้านบาท โดยปีนี้ปริมาณน้ำมันอากาศยานฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 88% ของ ช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะเดียวกันยังมีรายได้จากการขายรถเติมน้ำมันอากาศยานให้กับลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ จำนวน 65.8 ล้านบาท ซึ่งช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในปีนี้
ด้านกลุ่มธุรกิจ Utilities ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยในปี 2568 มีปริมาณขนส่งน้ำมันอยู่ที่ 1,353 ล้านลิตร เติบโตขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน รายได้รวม จำนวน 450.4 ล้านบาท
กลุ่มธุรกิจ Power รายได้รวม จำนวน 276.1 ล้านบาท จากรายได้การขายใบรับรองเครดิตการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate - REC) และรายได้จากการขายแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาเพิ่มขึ้นจากปีก่อน สุทธิกับรายได้จากการขายพลังงานไฟฟ้า นอกจากนี้ บริษัทยังเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการ PPA แห่งใหม่ ซึ่งเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์และรับรู้รายได้ตั้งแต่เดือน มิถุนายน 2568 เป็นต้นมา
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2568 BAFS GROUP มีรายได้รวม 949 ล้านบาท มี EBITDA 387.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยหลักเพิ่มขึ้นจากกลุ่มธุรกิจ Aviation จากกำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณเติมน้ำมันอากาศยาน และด้วยความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินสุทธิปรับลดลง 10%
ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ กลุ่มบริษัทได้มีการรับรู้ผลขาดทุนจากการปรับลดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในโรงไฟฟ้าประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น รวมถึงผลขาดทุนจากการด้อยค่าของค่าความนิยมของโรงไฟฟ้าในประเทศไทยและเงินลงทุน ซึ่งรายการดังกล่าวถือเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีเท่านั้น ไม่ได้กระทบต่อกระแสเงินสดแต่อย่างใด ส่งผลให้ในไตรมาส 4 มีขาดทุนสุทธิในส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทจำนวน 31.0 ล้านบาท ลดลง 38% โดยคิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 0.08 บาท และมีอัตราขาดทุนสุทธิ (Net Loss Margin) อยู่ที่ 5%
สำหรับผลประกอบการประจำปี 2568 คณะกรรมการบริษัทมีมติให้นำเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้น พิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลจากการดำเนินงานปี 2568 ในอัตรา 0.33 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) ร้อยละ 45 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะของบริษัท (หลังหักเงินสำรองตามกฎหมาย)
ทั้งนี้ บริษัทได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วในอัตรา 0.11 บาทต่อหุ้น ส่งผลให้คงเหลือเงินปันผลที่จะจ่ายเพิ่มเติมอีก 0.22 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นเงินปันผลจากกำไรของบริษัททั้งจำนวน และสามารถใช้สิทธิเครดิตภาษีในอัตราร้อยละ 20 โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569
ม.ล. ณัฐสิทธิ์ กล่าวถึง ทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 BAFS GROUP ยังคงขับเคลื่อนธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลของโครงสร้างรายได้ โดยในปี 2569 ตั้งเป้าหมายปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยานไว้ที่ 5,560 ล้านลิตร เพิ่มขึ้นประมาณ 4% จากปี 2568 โดยเป้าหมายดังกล่าวสะท้อนการประเมินแนวโน้มอุตสาหกรรมการบินที่สอดคล้องกับภาพรวมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ซึ่งแม้ยังคงขยายตัวแต่มีอัตราการเติบโตที่ชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วงการฟื้นตัวในระยะก่อนหน้า ส่งผลให้การเพิ่มขึ้นของจำนวนเที่ยวบินและความถี่การบินเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ขณะที่ธุรกิจขนส่งน้ำมันทางท่อ คาดว่าปริมาณการส่งน้ำมันจะเติบโตขึ้น 11% จากปีก่อน มาอยู่ที่ระดับ 1,500 ล้านลิตร โดยโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายระบบท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือระยะที่ 3 (อ่างทอง-สระบุรี) คาดว่าจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ภายในต้นปี 2570
ด้านธุรกิจผลิตและประกอบรถเติมน้ำมันอากาศยาน ในปัจจุบันมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 BAFS INTECH มีกำหนดส่งมอบรถเติมน้ำมันและรถบริการในท่าอากาศยานให้กับลูกค้าอีกจำนวน 11 คัน รวมมูลค่ากว่า 137.3 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา BAFS INTECH ได้ลงนามสัญญาผลิตรถให้บริการตรวจสอบคุณภาพน้ำมันและทำความสะอาดหลุมเติมน้ำมันอากาศยาน ของท่าอากาศยาน Noi Bai International Airport ซึ่งนับเป็นประเทศล่าสุดที่ได้ทำการขยายตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากประสบความสำเร็จในการรุกตลาดในประเทศลาว พม่า และกัมพูชา