LH Bank โชว์ฟอร์มแกร่งปี 2568 กำไรสุทธิ 2,885.8 ล้านบาท เติบโต 41% รับอานิสงส์การส่งออกและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐ พร้อมกางแผนปี 2569 รุกหนักตลาด SME และ Wealth Management ตั้งเป้าสินเชื่อโต 10-12%
นายวรวุฒน์ โตเจริญธนาผล President และหัวหน้ากลุ่มงานการเงินและบัญชี บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG เปิดเผยว่า ปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 2,885.8 ล้านบาท เติบโต 41% จากปี 2567 มีสินทรัพย์รวม 398,811 ล้านบาท เป็นผลจากการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกมิติ โดยเศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัว 2.4% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการส่งออกที่เร่งตัวขึ้นก่อนมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ ประกอบกับการบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และคาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวที่ 1.8% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ในประเทศเป็นสำคัญทั้งการบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนทางการเงิน
นายฉี ชิง-ฟู่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank เปิดเผยว่า ปี 2569 ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อที่ 10-12% พร้อมรักษาระดับ NPL ให้ต่ำกว่า 3% โดยมีกลยุทธ์เน้นขยายพอร์ต SME โดยตั้งเป้าสัดส่วนพอร์ต SME เติบโต 2 เท่าจากปี 2568 ผ่านผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่ออกแบบสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย การสร้างพอร์ตห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (FDI) และเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมจาก Trade Finance และ FX การสนับสนุนสินเชื่อ Green Finance การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมความต้องการของลูกค้า การนำ Data Analytics มาเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการด้าน Wealth Management ที่ธนาคารมุ่งสร้างความมั่งคั่งด้วยบริการให้คำปรึกษาที่เข้าถึงง่ายและโซลูชันการลงทุนที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคล
ด้านผลการดำเนินงานของ LH Bank มีกำไรสุทธิ 2,655.1 ล้านบาท เติบโต 32.1% (YoY) แสดงถึงศักยภาพการเติบโตที่แข็งแกร่ง รวมถึงสินเชื่อเติบโต 12.4% เป็นการเติบโตในทุกกลุ่มลูกค้าทั้งสินเชื่อธุรกิจที่เติบโต 9% และสินเชื่อลูกค้ารายย่อยเติบโตมากกว่า 20% (YoY) จากสินเชื่อบ้านและสินเชื่อส่วนบุคคล และธนาคารรักษาคุณภาพสินเชื่อ ของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ในระดับต่ำที่ 2.4%
รวมถึงการขยายฐานลูกค้ารายย่อยเพิ่มขึ้น 26% จากสิ้นปีก่อน ด้วยความสำเร็จของผลิตภัณฑ์เงินฝากดิจิทัล และอีกหนึ่งความสำเร็จของการขยายธุรกิจระหว่างประเทศโดยร่วมมือกับ CTBC Bank ธนาคารเอกชนอันดับหนึ่งในไต้หวันซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินส่งผลให้พอร์ตสินเชื่อธุรกิจระหว่างประเทศเติบโตถึง 52% และรายได้ค่าธรรมเนียมจากบริการปริวรรตเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 103.2%
นอกจากนี้ธนาคารได้อนุมัติสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนปี 2567 และปี 2568 รวมกว่า 7,000 ล้านบาท ผ่านการสนับสนุนสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) สินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan) และสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียวให้แก่ผู้ประกอบการ SME เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ด้านดิจิทัลธนาคารได้เปิดให้บริการแพลตฟอร์ม "LHB Biz Connect" สำหรับลูกค้าธุรกิจ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานและยกระดับการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าเข้าถึงบริการทางการเงินที่สะดวก รวดเร็วและปลอดภัย
นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด หรือ LH Fund กล่าวว่า ปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้าการเติบโตอย่างมีคุณภาพ มุ่งตอบโจทย์นักลงทุนที่หันมาใช้กองทุนรวมเป็นเครื่องมือในการกระจายความเสี่ยงและการลงทุนระยะยาว โดยเล็งเห็นโอกาสการเติบโตในกลุ่มกองทุนเทคโนโลยีและนวัตกรรม กองทุนด้านความยั่งยืน (ESG) ที่สอดรับกับกระแสการลงทุนระดับโลก ในขณะที่ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียและอินเดียยังมีศักยภาพการเติบโตสูง และกองทุนตราสารหนี้คุณภาพที่ช่วยสร้างความมั่นคงและผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในสภาวะตลาดที่ผันผวน
ด้านผลการดำเนินงานการบริหารจัดการกองทุนของ LH Fund ปี 2568 บริษัทมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) นับรวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) รวม 70,246 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10 จากปี 2567 สำหรับกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) มีขนาดกองทุนอยู่ที่ 13,606 ล้านบาท และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) มีขนาดกองทุนอยู่ที่ 10,271 ล้านบาท
นายกานต์ อรรถธรรมสุนทร กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ (LH Securities) กล่าวว่า สำหรับกลยุทธ์ปี 2569 บริษัทยังคงเน้นการปรับโครงสร้างรายได้ให้มีความหลากหลาย โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มบริการและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโต อาทิ บริการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Global Trade) เพื่อเพิ่มทางเลือกและสนับสนุนการกระจายการลงทุนสู่ตลาดสากล การพัฒนาบริการสำหรับลูกค้ากลุ่ม Wealth Management อย่างครบวงจร การเสริมศักยภาพงานที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisory) เพื่อรองรับความต้องการด้านการระดมทุนและการปรับโครงสร้างทางการเงินที่มีความซับซ้อน และการพัฒนาบทวิเคราะห์การลงทุนที่ครอบคลุมทุกกลุ่มสินทรัพย์ และสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการสนับสนุนจาก CTBC Bank ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่มีความเชี่ยวชาญด้าน Wealth Management และมีเครือข่ายระดับสากล
อย่างไรก็ดี ภาพรวมตลาดหุ้นไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จากการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของภาครัฐโดย ณ สิ้นปี 2568 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปิดที่ระดับ 1,259.67 จุด ลดลง 10.04% นับเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยมีแรงขายสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติเป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 52.8% ขณะที่มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 41,045 ล้านบาท ลดลง 11.8% จากปีก่อนสะท้อนถึงสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ยังเปราะบางตลอดทั้งปี
ทำให้ในปี 2568 บริษัทฯ เน้นพัฒนาและปรับตัวทางธุรกิจเพื่อรองรับความผันผวนและการชะลอตัวของตลาดหุ้นไทย เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหุ้นเพียงช่องทางเดียวและขยายบริการอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้ค่าธรรมเนียม อาทิ การให้บริการที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisory) และการให้บริการลูกค้ากลุ่ม Wealth Management รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทสามารถกลับมามีกำไรแม้ว่ารายได้รวมจะปรับตัวลดลง 15% (YoY) ซึ่งเป็นผลจากการหดตัวของปริมาณการซื้อขายของตลาดหุ้นไทย