ส่งออกจ่อฟื้นตัว - งบ Q4 ทะลุเป้า รับอานิสงส์กำแพงภาษีสหรัฐฯ ดึงดูดฟันด์โฟลว์ไหลกลับ

ส่งออกจ่อฟื้นตัว - งบ Q4 ทะลุเป้า รับอานิสงส์กำแพงภาษีสหรัฐฯ ดึงดูดฟันด์โฟลว์ไหลกลับ

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส เปิดเผยบทวิเคราะห์ประเมินทิศทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยว่ากำลังอยู่ในช่วง "ดวงเปิด" โดยมีปัจจัยสนับสนุน (Upside) หลายประการ ทั้งจากการปรับเปลี่ยนนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทยที่แข็งแกร่งกว่าคาด รวมถึงแนวโน้มเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่มีโอกาสไหลกลับเข้ามาตรึงในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market)

อานิสงส์กำแพงภาษีสหรัฐฯ หนุนส่งออกไทยฟื้นแรงกว่าคาด ประเด็นสำคัญที่ช่วยปลดล็อกความกังวลให้เศรษฐกิจไทยคือ การที่สหรัฐฯ หันมาใช้มาตรา 122 (Section 122) ในการเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 10% เป็นเวลา 150 วัน ซึ่งมีผลแล้วตั้งแต่วันที่ 20 ก.พ. 69 การปรับลดเพดานภาษีลงมานี้ส่งผลบวกระยะสั้นต่อประเทศที่เคยถูกตั้งกำแพงภาษีสูงๆ รวมถึงประเทศไทยที่เดิมมีความเสี่ยงต้องเผชิญภาษีถึง 19% แต่ในความเป็นจริงอัตราที่จ่ายจริง (Effective Rate) จะอยู่เพียง 8.7% - 10% เท่านั้น นอกจากนี้ มาตรา 122 ที่จะหมดอายุลงก่อนเดือน ส.ค. 69 จะกลายเป็นผลดีที่เปิด Upside ให้กับภาคการส่งออกไทยสามารถฟื้นตัวได้ดีกว่าที่หลายสำนักเคยประเมินไว้ว่าอาจจะติดลบ

งบไตรมาส 4 ทะลุเป้า หนุนตลาดจ่อปรับเพิ่มประมาณการ อีกหนึ่งปัจจัยบวกในประเทศคือ การประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ของบริษัทจดทะเบียน (ข้อมูลล่าสุด 244 บริษัท) ซึ่งออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ถึง 7.8% ส่งผลให้หุ้นในเกือบทุกกลุ่ม (Sector) ตอบรับในเชิงบวก และมีแนวโน้มที่นักวิเคราะห์จะพิจารณาปรับเพิ่มประมาณการกำไรและเป้าหมายดัชนี (Earnings Upgrade) ซึ่งจะเป็นตัวเร่ง (Catalyst) ให้ดัชนี SET วิ่งต่อไปได้ในระยะกลาง

บอนด์ยีลด์พุ่ง สะท้อนภาพนักลงทุนมองข้ามช็อตสู่การฟื้นตัว ในส่วนของทิศทางดอกเบี้ย คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% อย่างไรก็ตาม ตลาดตราสารหนี้ไทยได้ส่งสัญญาณที่น่าสนใจ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี (Bond Yield) พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 1.9% ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายค่อนข้างมาก สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนกำลังมองข้ามช็อตไปยังภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาวที่มีแนวโน้มฟื้นตัว และอัตราเงินเฟ้อที่น่าจะทยอยดีขึ้น

ฟันด์โฟลว์จ่อไหลกลับ โฟกัสหุ้นกลุ่ม Value และ Commodity บล.เอเซีย พลัส ยังระบุอีกว่า ปัจจุบันนักลงทุนทั่วโลกกำลังลดน้ำหนักในกลุ่มหุ้นเติบโต (Growth) และหุ้นที่อิงกับ AI เนื่องจากกังวลเรื่องการเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็วเกินไปและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเม็ดเงินกำลังโยกย้ายเข้ามาในตลาดหุ้นกลุ่ม Emerging Market รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) มากขึ้น ซึ่งตลาดหุ้นไทยได้เปรียบเนื่องจากมีหุ้นอิงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ถึง 1 ใน 3 ของตลาด นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีช่องว่างให้กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลกลับเข้ามาได้อีกมาก เนื่องจากในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา ต่างชาติเทขายสุทธิหุ้นไทยไปแล้วกว่า 1 ล้านล้านบาท แต่ในปีนี้เพิ่งมีการซื้อกลับเข้ามาเพียง 5% ของที่ขายไปเท่านั้น

กลยุทธ์การลงทุน จากปัจจัยบวกดังกล่าว บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนเน้นลงทุนใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

1. กลุ่มหุ้นที่รับอานิสงส์กำแพงภาษีเดิมเป็นโมฆะ (Tariff โมฆะ): ได้แก่ TU, ITC, DELTA, HANA, COCOCO, RCL และ SCGP

2. กลุ่มหุ้นที่อิงกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity): ได้แก่ PTTEP, PTT, IVL และ STA

TAGS: #เอเซียพลัส #หุ้น #ส่งออก #ภาษีสหรัฐ #การลงทุน