“เมืองไทยประกันชีวิต (MTL)” ตั้งเป้าปี 69 เติบโต 2-3% รับเทรนด์ดูแลสุขภาพพุ่ง พร้อมประกาศกลยุทธ์ "Go Healthier with MTL" ยกระดับการดูแลสุขภาพกาย-ใจ-การเงิน ที่เหนือขึ้นไปอีกขั้น
นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผยว่า บริษัทฯ ตั้งเป้าการเติบโตในปี 2569 ไว้ราว 2-3% หรือเติบโตใกล้เคียงกับปี 2567 โดยมองว่าปีนี้ยังคงเป็นปีแห่งความท้าทาย โลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งในด้านภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้าโลก เศรษฐกิจโลก ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มตัว ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ และยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่ยังคงต้องจับตาอยู่ตลอด อย่างไรก็ดีบริษัทฯ ยังมองเห็นโอกาสการเติบโตของธุรกิจประกันภัย จากสถานการณ์โลกร้อน การเกิดฝุ่น PM 2.5 หรือภัยพิบัติต่างๆ ส่งผลให้ผู้คนหันมาใส่ใจและดูแลสุขภาพเพิ่มมากขึ้น
โดยในปีนี้บริษัทฯ ประกาศเดินหน้ากลยุทธ์ “Go Healthier with MTL” สุขภาพดีขึ้นไปกว่าเดิม... กับเมืองไทยประกันชีวิต โดยมุ่งดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ สุขภาพทางการเงินให้ดียิ่งขึ้น ผ่านผลิตภัณฑ์ บริการ ช่องทางการขาย นวัตกรรม พาร์ทเนอร์ และ Health Ecosystem ที่มีความหลากหลาย ตอบโจทย์ ทุกไลฟ์สไตล์ในทุกช่วงชีวิตได้อย่างตรงจุด
ล่าสุดบริษัทฯ เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “เมืองไทย เฟล็กซี่ โพรเทคชั่น 99/5" แบบประกันชีวิตที่ “คนซื้อได้ใช้จริง” โดดเด่นด้วยคุ้มครองครอบคลุมทั้งชีวิตและสุขภาพ ครบจบในกรมธรรม์เดียว เปลี่ยนทุน ประกันเป็นค่ารักษาพยาบาลได้เมื่ออายุครบ 65 ปี ช่วยให้อุ่นใจด้วยวงเงินสุขภาพพร้อมใช้ในวัยเกษียณ จ่ายตามจริงทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก จ่ายเบี้ยคงที่ 5 ปี ไม่ปรับเพิ่มตามอายุ พร้อมได้ทำการขยายอายุ รับประกันตามความต้องการของลูกค้า จากเดิมรับได้ถึงอายุ 45 ขยายเพิ่มเป็นอายุ 55 ปี คุ้มครองยาวถึงอายุ 99 ปี กรณีเสียชีวิตทุนประกันที่เหลือสามารถส่งต่อให้คนข้างหลังได้ และเบี้ยประกันสามารถลดหย่อนภาษีได้ อีกทั้งผลิตภัณฑ์นี้จะได้สิทธิพิเศษเพิ่มขึ้นหากใช้คู่กับสัญญาโครงการ “MTL Hospital Smile Network” ซึ่งร่วมกับสถานพยาบาล ครอบคลุมทั้งภาครัฐ เอกชน และโรงเรียนแพทย์กว่า 145 แห่ง ทั่วประเทศไทย
รวมถึงได้พัฒนาประกันรูปใหม่ที่รวมประกันชีวิตและสุขภาพที่ให้คุณดูแลได้ทั้งตัวเองและคนข้าง หลังในกรมธรรม์เดียว "เมืองไทย เฟล็กซี่ โพรเทคชั่น” พร้อมด้วยประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง ประกันชีวิต ควบการลงทุน ประกันอุบัติเหตุ ที่มีอย่างหลากหลาย เข้าถึงได้จริง ส่วนผลิตภัณฑ์ที่เป็นทางเลือกส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่สะดุด ด้วยแบบประกันภัย “เมืองไทย พรีเมียร์ เลกาซี่” ผ่านโครงการ "ShieldLife" ได้เปิดตัวไปก่อนหน้านี้นั้น ยังคงได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี
ด้านนายธนัญชัย สัจจะปรเมษฐ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส เปิดเผยว่า พอร์ตการลงทุนในปี 2569 บริษัทฯ เดินหน้าปรับพอร์ตโฟลิโอให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยการสัดส่วนการลงทุนยังใกล้เคียงกับปี 2568 ที่มีสินทรัพย์รวมราว 6.9 แสนล้านบาท เป็นสินทรัพย์ลงทุน (Investment Assets) มากถึง 80-90% หากแบ่งเป็นรายสินทรัพย์ สัดส่วนการลงทุนหลักกว่า 95% ยังคงอยู่ในกลุ่ม Fixed Income Asset หรือสินทรัพย์ตราสารหนี้ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะที่สินทรัพย์ทองคำ ยังมีสัดส่วนการลงทุนยังที่ไม่มาก อย่างไรก็ดีในปีนี้บริษัทฯ มีแผนการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มเติม ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระหว่างการศึกษาการลงทุนผ่านบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (Asset Management Company)
ทั้งนี้ในปี 2568 บริษัทฯ มีเบี้ยประกันภัยรับปีแรก (New Business Premium) เติบโตขึ้นกว่า 10% (YoY) จากแบบประกัน Investment-Linked เติบโต 249% (YoY) และแบบประกัน คุ้มครองโรคร้ายแรง (รายเดี่ยว) เติบโต 24% (YoY) ด้านคะแนน NPS (Net Promoter Score) สูงขึ้นจาก 75 คะแนน เป็น 78 คะแนน มีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio) ณ สิ้นปี 2568 มากกว่า 350% ซึ่งสูงกว่าระดับเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามเกณฑ์ที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนดที่ 140% ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ และความแข็งแกร่งทางการเงินจาก S&P Global Ratings ที่ระดับ BBB+ (Stable Outlook) และ Fitch Ratings ที่ระดับ A- และ AAA(tha) (Stable Outlook)
ขณะที่นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) เมืองไทยประกันชีวิตเดินหน้านโยบายการ สร้างความยั่งยืนในทุกมิติ จากการประเมินล่าสุดโดย MorningStar Sustainalytics สถาบันวิจัยและจัดอันดับ ความยั่งยืนระดับโลก ด้าน 3 บริษัทฯสามารถทำคะแนน ESG Risk Rating ได้ที่ 19.9 คะแนน จัดอยู่ในกลุ่ม 'ความเสี่ยงต่ำ (Low Risk Profie) โดยหัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้มาจากความสามารถในการควบคุมความเสี่ยงด้าน ESG' ได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ยังเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกของไทยที่ เข้าร่วมลงนาม UN-supported Principles for Responsible Investment (PRI) พร้อมด้วยการขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพรินท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) กับ องค์การบริหารจัดการ (CAC-Thai Private Sector Collective Action Against Corruption) ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2
“เมืองไทยประกันชีวิต เราพร้อมยืนเคียงข้าง และดูแลลูกค้าคนสำคัญในทุกช่วงของชีวิตไม่ว่าโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงไปแบบไหน โดยมุ่งหวังว่าเราจะทำ ให้ทุกคนมีความสุขและรอยยิ้ม เราจะไม่หยุดยั้งการพัฒนา คิดค้นนวัตกรรม รวมถึงบริการ ที่สามารถเข้าถึง และใช้บริการได้จริง เพื่อเป็นส่วนช่วยให้ทุกคนได้มีสุขภาพดีในทุกด้าน” นายสาระ กล่าว