SENA เสนอแผนออมเงิน เตรียมออกหุ้นกู้ 2 รุ่น เสริมแกร่งปี 69 มั่นใจได้รับการตอบรับจากผู้ลงทุน ย้ำเครดิตไม่เคยผิดชำระหนี้ พร้อมโชว์แผนตลาดสร้างพอร์ตรายได้ใหม่
ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA เปิดเผยว่า ปี 2569 ภาพรวมธุรกิจอสังหาฯ ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว ซึ่งมีอัตราการเติบโตที่ใกล้เคียงกับปีก่อน ด้วย 2 ปัจจัยหลัก ทั้งการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ยังเข้มงวด และการตัดสินใจของลูกค้าเองที่ไม่มีความมั่นใจในรายได้ที่จะมีความมั่นคงมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่อาศัย ในราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 70% ของการปฏิเสธสินเชื่อทั้งหมด ดังนั้นในเป้าหมายปีนี้ บริษัทจะยังคงเดินหน้าปรับแผนการตลาด โดยออกโซลูชั่น เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงที่อยู่อาศัยให้กับลูกค้ามากขึ้น ใน 3 ผลิตภัณฑ์ ทั้งการขายโดยตรง การเช่าออมผ่านโซลูชัน LivNex (เช่าออมบ้าน) และการปล่อยเช่า RentNex (เช่าตรง) ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้บริษัทสร้างพอร์ตรายได้ใหม่ขึ้นมา โดยกำหนดสัดส่วนสำหรับการปล่อยเช่าประมาณ 20% ต่อโครงการ เพราะยังมั่นใจ ที่อยู่อาศัยยังมีความต้องการของตลาดอยู่จำนวน เห็นได้จากจำนวนผู้ที่เข้ามาจองที่อยู่อาศัยในโครงการที่มีการขยายตัว แต่เมื่อถึงเวลาโอน กลับมีจำนวนโอนที่ลดลง
“ตลาดอสังหาฯอยู่ในภาวะไม่ดีนัก. ตามภาวะเศรษฐกิจ แม้ว่าตลาดมีความต้องการที่อยู่อาศัยโดยดูจากอัตราการจองหรือยอดขาย ซึ่งพบว่ายังดี แต่ยอดโอนกลับพบว่าลดลง เนื่องจากลูกค้าเปลี่ยนใจยกเลิกซื้อ. เพราะไม่มั่นใจเรื่องรายได้ ซึ่งส่วนนี้มีมากถึง 50% และที่เหลือมาจากถูกสถาบันการเงินรีเจ็ค เพราะความสามารถชำระคืนหนี้ของลูกค้า ดังนั้นรัฐบาลใหม่ที่เข้ามา ควรแก้ปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจก่อน เพราะเชื่อว่า หากเศรษฐกิจเติบโต ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะฟื้นตัวอีกครั้ง ส่วนการออกมาตรการช่วยเหลืออสังหาฯ ควรมีการลดค่าธรรมเนียมการโอน การลดภาษีธุรกิจเฉพาะ เหมือนช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง เป็นต้น
ทั้งนี้แผนการพัฒนาโครงการใหม่ของเสนายังคงมีความต่อเนื่อง ซึ่งการวางแผนทางการเงิน ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะส่งผลให้เกิดการเติบโตทางธุรกิจ ในขณะที่การขอสินเชื่อเพื่อพัฒนาโครงการไม่สอดรับกับทิศทางของภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ยังคงกำหนดเงื่อนไขการพิจารณาปล่อยวงเงินกู้เหมือนเดิม โดยต้องมียอดขายก่อนไม่น้อยกว่า 30 - 40% ของจำนวนยูนิตที่มีอยู่ ซึ่งในสถานการณ์ ในปัจจุบันมีความเป็นไปได้ยากมาก แต่ยังยอมรับว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีการแข่งขันกันสูงทั้งตลาดบ้านใหม่และตลาดบ้านมือสอง เท่ากับว่า ผู้พัฒนาโครงการ ต้องมีการจัดสรรงบประมาณการลงทุนของตนเอง เพื่อให้เกิดโครงการใหม่ ดังนั้นเป้าหมายในปี 2569 การขับเคลื่อนธุรกิจ ต้องบริหารจัดการการลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ลดภาระหนี้และควบคุมค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม และรักษาความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย

สำหรับการเตรียมความพร้อมทางการเงิน บริษัท ได้เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่ ครั้งที่ 1/2569 โดยเป็นหุ้นกู้ระยะยาว ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ โดยเสนอขายต่อผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ จำนวน 2 ชุด หุ้นกู้ชุดแรกอายุ 1 ปี 2 เดือน อัตราดอกเบี้ยคงที่ (4.90 - 5.15%) ต่อปี และ หุ้นกู้ชุดที่ 2 อายุ 2 ปี 6 เดือน อัตราดอกเบี้ยคงที่ (5.75 - 5.95%) ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุกๆ 3 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ คาดเปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 3 – 5 กุมภาพันธ์ นี้ผ่าน 16 สถาบันการเงินชั้นนำ การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของผู้ออกหุ้นกู้ที่ “BBB-” แนวโน้มอันดับเครดิต Stable โดยบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 สำหรับผู้ลงทุนสถาบันจองซื้อหุ้นกู้ขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท สำหรับผู้ลงทุนรายใหญ่จองซื้อหุ้นกู้ขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท
โดยหุ้นกู้ของบริษัทที่จะครบดีล หรือจะครบกำหนดไถ่ถอน จำนวน 2,895 ล้านบาท ได้แก่ หุ้นกู้รุ่น SENA261A จำนวน 895 ล้านบาท ครบกำหนด วันที่ 31 มกราคม แต่เนื่องจากวันดังกล่าวเป็นวันหยุดราชการ ตามข้อกำหนดสิทธิ กำหนดให้ชำระในวันทำการถัดไป ดังนั้นผู้ถือหุ้นกู้จะได้รับเงินคืนในวันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 และ หุ้นกู้รุ่น SENA262A จำนวน 2,000 ล้านบาท ครบกำหนด วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ผู้ถือหุ้นกู้จะได้รับเงินคืนในวันที่ครบกำหนด โดยแหล่งเงินที่ใช้การชำระคืนหนี้ดังกล่าวมาจากเงินกู้ 4 สถาบันการเงิน
ที่ผ่านมา บริษัทให้ความสำคัญกับวินัยทางการเงินและการวางแผนสภาพคล่องอย่างรอบคอบ และตลอดการออกหุ้นกู้ที่ผ่านมา บริษัทไม่เคยมีประวัติผิดนัดชำระหุ้นกู้ อีกทั้งบริษัทจะให้ความสำคัญ 5 เสาหลักที่เป็น Stakeholder. ที่เกี่ยวเนื่อง ตั้งแต่พนักงาน นักลงทุน คู่ค้า ผู้ถือหุ้น และผู้ถือหุ้นกู้ ซึ่งหากทำให้ส่วนดังกล่าวมั่นใจก็ไม่กระทบกับความเชื่อมั่นของบริษัท”
ปัจจุบันบริษัทมีสต็อกสินค้าในมือพร้อมขายอยู่ประมาณ 10,000 ล้านบาท และมียอดขายรอโอน (Backlog) 8,452 ล้านบาท คาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ภายในปี 2568 จำนวน 4,841 ล้านบาท และคาดการณ์ทยอยรับรู้ในส่วนที่เหลือในปี 2569-2570 และมีโครงการที่จะแล้วเสร็จในปีนี้มูลค่าอีกประมาณ 6,000 ล้านบาทคมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (IBD/E) อยู่ที่ 1.32 เท่า ณ วันที่ 30 กันยายน 2568
ทั้งนี้สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจจองซื้อหุ้นกู้ สามารถจองซื้อผ่านสถาบันการเงิน 16 แห่ง ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ บลูเบลล์ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด