นักวิเคราะห์ GCAP GOLD ชี้ตลาดทองคำโลกอยู่ใน Bull Market และมีโอกาสทำจุดสูงสุดใหม่ พร้อมประเมินราคาทองไทยปรับตัวขึ้น 72,000–74,000 บาท หากเงินบาทอ่อนคาดทะลุ 75,000 บาท
นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) เปิดเผยแนวโน้มราคาทองคำในปี 2569 โดยมองว่าตลาดยังอยู่ในวัฏจักรขาขึ้น (Bull Market) และมีโอกาสทำจุดสูงสุดใหม่ (All-Time High) ต่อเนื่อง โดยฝ่ายวิเคราะห์ตั้งกรอบเป้าหมายราคาทองคำโลก (Spot Gold) ไว้ที่ 4,750–4,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์
สำหรับราคาทองคำในประเทศ คาดว่าจะปรับตัวขึ้นอยู่ที่ 72,000–74,000 บาทต่อบาททองคำ โดยสมมติฐานค่าเงินบาทอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หากค่าเงินบาทผันผวนและอ่อนค่าลงไปแตะ 33–34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ราคาทองไทยอาจพุ่งเกิน 75,000 บาท
ปัจจัยพื้นฐานและนโยบายการเงินที่ส่งผลต่อทองคำ
-
นโยบายการเงินสหรัฐฯ – การเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงเต็มตัวของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในช่วงปี 2568–2569 หนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ปราศจากดอกเบี้ย รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับความอิสระของ Fed ทำให้ทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น
-
อุปสงค์จากสถาบันการเงินและธนาคารกลาง – ธนาคารกลางหลายประเทศยังเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศเพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกันเงินลงทุนในกองทุนรวมดัชนีทองคำ (Gold ETF) ก็ยังไหลเข้าต่อเนื่อง
-
ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ – ความตึงเครียดในเอเชีย โดยเฉพาะความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่น ส่งผลให้ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มสูง
มุมมองเชิงเทคนิค
ราคาทองคำยังแสดงแนวโน้มขาขึ้นระยะยาว (Bullish Breakout) โดยการย่อตัวเป็นเพียงการพักฐาน (Correction) ฝ่ายวิเคราะห์ระบุ แนวรับสำคัญเชิงกลยุทธ์ ที่ 3,450 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หากราคายืนเหนือระดับนี้ ทิศทางขาขึ้นยังคงแข็งแกร่ง
ระดับราคาที่น่าจับตา (Trading Zones)
-
โซนสะสมระยะสั้น: 3,990–4,050 ดอลลาร์สหรัฐ (ทองไทย 60,500–61,500 บาท)
-
โซนแนวรับสำคัญ: 3,750–3,885 ดอลลาร์สหรัฐ ในกรณีปรับฐานแรง
-
โซนเป้าหมายทำกำไร: 4,750–4,900 ดอลลาร์สหรัฐ
นักลงทุนที่ซื้อทองคำที่ระดับ 64,000 บาท ยังมีโอกาสทำกำไรเพิ่ม 7,000–10,000 บาท ตามเป้าหมายสูงสุด แต่อัตราแข็งค่าหรืออ่อนค่าของเงินบาทจะเป็นตัวกำหนดความเร็วของการปรับขึ้นราคาทองไทย หากเงินบาทแข็งค่าแตะ 31 บาทต่อดอลลาร์ ราคาทองในประเทศอาจขึ้นช้ากว่าทองคำโลก