“จระเข้ คอร์ปอเรชั่น” โชว์ผลงานครึ่งแรกปี 68 โตแกร่ง 9.5% กางโรดแมปสู้ศึกเศรษฐกิจไทย รักษาเบอร์หนึ่งมาร์เก็ตแชร์ตลาดกาวซีเมนต์และกาวยาแนว พร้อมลุยตลาดต่างประเทศเต็มสูบ รับมือชายแดนไทย-กัมพูชา
ดร. จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยถึงสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมองว่าหากเหตุการณ์ยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมธุรกิจในช่วงครึ่งหลังปี 2568 บริษัทฯ จึงวางแผนขยายธุรกิจในต่างประเทศโซนเอเชียใต้ และแอฟริกาเพิ่มเติม นอกเหนือจากประเทศกลุ่ม CLMV โดยมุ่งหวังผลักดันสัดส่วนยอดขายต่างประเทศเติบโตเป็น 16% ภายใน 3 ปี (ปี 2569-2571) จากเดิมสัดส่วนยอดขายต่างประเทศ 10% และในประเทศไทย 90% เพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
อีกทั้งบริษัทฯ เตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ต่อเนื่อง เพื่อขยายตลาดทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยหนุนให้รายได้ทั้งปี 2568 เข้าเป้าที่ 4,000 ล้านบาท หลังผลประกอบการครึ่งปีแรกเติบโต 9.5% (YoY) ตอบรับความต้องการวัสดุก่อสร้างสำหรับงานซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว ผนวกกับโครงการก่อสร้างภาครัฐและอสังหาริมทรัพย์ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
.jpg)
รวมถึง “แบรนด์จระเข้” ยังคงครองความเป็นเจ้าตลาดในกลุ่มนวัตกรรมกาวซีเมนต์และกาวยาแนวที่มีมูลค่าตลาด 5,500 ล้านบาท ด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 50% ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีก่อสร้างมีเติบโตโดดเด่นที่ 24% โดยที่ตั้งเป้ารายได้กลุ่มนี้แตะ 900 ล้านบาท ในปี 2568 พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจระยะยาวในตลาดต่างประเทศ ขยายฐานลูกค้าและเสริมช่องทางจัดจำหน่ายผ่านร้านค้ากว่า 3,000 แห่งทั้งในไทยและต่างประเทศ
ขณะที่ ภาพรวมตลาดก่อสร้างไทยในปี 2568 แสดงสัญญาณทรงตัวถึงติดลบเล็กน้อย มูลค่าตลาดก่อสร้างรวมอยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนโดยภาครัฐและเอกชน และการท่องเที่ยว ขณะที่ตลาดวัสดุเคมีก่อสร้าง เช่น กาวซีลแลนต์ และกันซึม เติบโตมากกว่า 5.5% ต่อปี และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 5% (CAGR) ไปจนถึง 2030 สะท้อนโอกาสขยายตัวที่มั่นคงในระยะยาว
ทั้งนี้บริษัทฯ มองแนวโน้มมูลค่าการลงทุนก่อสร้างภาครัฐคาดว่าในปี 2568 จะขยายตัว 3-5% จากการลงทุนก่อสร้างเมกะโปรเจกต์ทั้งโครงการเดิมและใหม่ อาทิ โปรเจกต์ท่าเรือ ทางด่วน รถไฟความเร็วสูง และโครงสร้างพื้นฐานในแถบEEC ส่วนภาคเอกชนมีแนวโน้มหดตัว -4 ถึง -5.6 % นอกจากนี้ ตลาดวัสดุก่อสร้างยังได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ทำให้เกิดความต้องการซ่อมแซมเร่งด่วน โดยพบว่าผู้ว่าจ้างให้ความสำคัญกับสินค้าคุณภาพที่มีมาตรฐานความปลอดภัยและความสามารถในการรับมือภัยพิบัติมากขึ้น
“เรามองเห็นทิศทางความต้องการในวัสดุคุณภาพสูงเพิ่มมากขึ้น หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เจ้าของบ้านและทุกองค์กรต่างหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างรากฐานที่มั่นคงและการซ่อมแซมที่จะมอบความคงทนและปลอดภัยในระยะยาว นอกจากนี้ ยังพบว่าความยั่งยืน ก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการพิจารณา โดยวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมคาดจะเติบโต 5-6% ในช่วงปี 2568-2572 ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จระเข้ มั่นใจในการปรับตัวรับดีมานด์และรักษาตำแหน่งผู้นำด้วยนวัตกรรมที่ตอบโจทย์เทรนด์และความต้องการที่หลากหลายของตลาดในประเทศและภูมิภาค” ดร.จิรัฏฐ์ กล่าว
ส่วนตลาดวัสดุก่อสร้างในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) บริษัทฯ ยังคงแสดงศักยภาพการเติบโตที่น่าสนใจ แม้จะเผชิญความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศเมียนมา กัมพูชา และเวียดนาม คาดการณ์เติบโต 5-7% ในปี 2568 จากปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน สะพาน ระบบน้ำและไฟฟ้า ที่ช่วยดันความต้องการวัสดุก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง ในขระเดียวกันการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับ CLMV มีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
โดยประเทศเวียดนามโดดเด่นมีแนวโน้มเติบโตดีที่สุดในกลุ่ม เนื่องจากได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตของต่างชาติมายังเวียดนาม พร้อมด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและนิคมอุตสาหกรรม ขณะที่เมียนมาเผชิญเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่สร้างความต้องการวัสดุก่อสร้างจากไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะปูนซีเมนต์และเหล็ก กลุ่มประเทศ CLMV จึงยังคงเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพการเติบโตโดดเด่นสำหรับธุรกิจไทยที่ต้องการขยายตลาดต่างประเทศ
อย่างไรก็ดีบริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการพัฒนาและยกระดับศักยภาพคู่ค้าอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่ค้าของ “จระเข้ช็อป (JORAKAY SHOP)” ที่เป็นส่วนสำคัญในการผลักดันผลิตภัณฑ์ “จระเข้” ไปยังผู้ใช้งาน ทั้งช่างก่อสร้าง ผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้รับเหมาเฉพาะทาง (Applicator) และผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขายและการตลาดครบวงจร ในขณะที่ต่างประเทศบริษัทฯยังคงเดินหน้าขยายตลาดผ่านการขยายสินค้าในตลาดเดิมและการเจาะตลาดใหม่ โดยกลยุทธ์หลักคือการเสริมสร้างเครือข่ายพันธมิตรท้องถิ่นและการกระจายสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่ายหลัก พร้อมเสริมความแข็งแกร่งช่องทางค้าปลีก ซึ่งปัจจุบันสินค้าของบริษัทฯ จำหน่ายใน 17 ประเทศ"
หนึ่งในเทรนด์สำคัญในวงการวัสดุก่อสร้างปี 2568 ยังคงเป็นความยั่งยืนและสุขภาวะที่ดี โดยผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับวัสดุที่ลดการปล่อยคาร์บอนและวัสดุที่ปลอดภัยต่อคนและสิ่งแวดล้อม โดยจระเข้ ตอบรับเทรนด์นี้มาอย่างยาวนาน ภายใต้วิสัยทัศน์ "Sustainable Building Innovation" จระเข้ มุ่งพัฒนานวัตกรรมที่มีคุณภาพ ปลอดภัยต่อสุขภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดร. จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์ กล่าวย้ำว่า "จระเข้ ยึดมั่นในเป้าหมายความยั่งยืนอย่างจริงจัง ปัจจุบันเรามีสัดส่วน Green Products กว่า 63% และตั้งเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง แผนยุทธศาสตร์ของเราคือการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. 2050 และบรรลุ Net Zero ในปี 2065 ตลอดกว่า 33 ปีในการดำเนินธุรกิจ จระเข้ ตระหนักอยู่เสมอว่า ความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่คือเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจและสังคมให้เดินหน้าไปด้วยกันอย่างมั่นคง”
จระเข้ จะไม่หยุดแค่การเป็นผู้นำตลาดในด้านยอดขาย แต่บริษัทมุ่งมั่นขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่อุตสาหกรรม ด้วยวิสัยทัศน์ในการยกระดับสังคมด้วยการส่งมอบทั้งนวัตกรรมและ “การสร้างคน” โดยศูนย์ฝึกอบรมและทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน จระเข้ อะคาเดมี่ (Jorakay Academy Training Center) ได้ประสบความสำเร็จในการส่งต่อองค์ความรู้ สร้างช่างรุ่นใหม่และยกระดับมาตรฐานวงการก่อสร้างไทย ไม่เพียงเท่านั้น จระเข้ ต่อยอดสู่การพัฒนาแรงงานระดับภูมิภาคผ่านโปรเจกต์ "Crocodile Tiler X" เวทีชิงแชมป์ช่างปูกระเบื้องระดับภูมิภาคอาเซียน ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตอกย้ำบทบาทของจระเข้ ในฐานะผู้นำมาตรฐานงานปูกระเบื้องระดับภูมิภาค ด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่ในการพัฒนา เติบโต ต่อยอด จระเข้ เดินหน้าเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ให้อุตสาหกรรมก่อสร้างที่ยั่งยืน เพื่อสร้างโลกที่ดีกว่าสำหรับคนรุ่นต่อไป