เอกชนแห่ลดจีดีพีไทย สะเทือนรัฐบาลป้ายแดง

เอกชนแห่ลดจีดีพีไทย สะเทือนรัฐบาลป้ายแดง
รัฐบาลป้ายแดง เหมือนถูกรับน้องแบบไม่ให้เวลาหายใจ เมื่อเอกชนต่างหั่นจีดีพีไทย และมองว่านโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ มีแต่ลดแลกแจกแถม

หลังจากนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน รวมทีมตั้งรัฐบาลใหม่ยังไม่ได้เริ่มทำงาน ก็เจอสำนักวิจัยเศรษฐกิจเอกชนหลายแห่ง พาเหรดลดจีดีพีของประเทศไทยลง รวมถึงวิจารณ์นโยบายของรัฐบาลใหม่อย่างรุนแรง

เริ่มตั้งแต่ KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจเกียรตินาคินภัทร ปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจลงจาก 3.3% เป็น 2.8% สำหรับปี 2566 และจาก 3.6% เป็น 3.3% สำหรับปี 2567 โดยตัวเลข GDP สวนทางกันระหว่างการใช้จ่ายและการผลิต การบริโภคอาจไม่ดีอย่างที่เห็น เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลง ค่าเงินบาทผันผวนต่อเนื่อง ไทยเกินดุลการค้าไม่เท่าเดิม

ทั้งนี้ KKP Research ได้จับตานโยบายภาครัฐหลังตั้งรัฐบาล ยังมีความไม่แน่นอนด้านนโยบายจากการจัดตั้งรัฐบาลผสมถึง 6 พรรค โดยการแบ่งตำแหน่งรัฐมนตรีกระจายไปตามพรรคต่าง ๆ จะทำให้การผลักดันนโยบายสำคัญ ๆ มีความท้าทาย

อย่างไรก็ตาม KKP Research ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับมองว่า 3 นโยบายที่อาจจะคาดว่าจะได้รับการถูกผลักดันทันทีในระยะเวลา 1 ปีแรกและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ได้แก่ (1) นโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท ซึ่งมีต้นทุนประมาณ 5.5 แสนล้านบาท ซึ่งถ้าทำได้จริงประเมินว่าจะทำให้ GDP ในปี 2567 เติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 1-1.2% จากประมาณการในปัจจุบัน (2) นโยบายพักหนี้เกษตรกร ซึ่งอาจมีต้นทุนถึง่ 2 หมื่นล้านบาที้ และ (3) นโยบายลดค่าครองชีพ โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า และลดค่าน้ำมันดีเซล  เป็นที่น่าสังเกตว่านโยบายหลักเป็นนโยบายลดแลกแจกแถม มากกว่านโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดทางการคลังถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่ารัฐบาลจะสามารถดำเนินการได้มากน้อยเพียงใด โดยปัจจุบันมี วงเงินที่รัฐสามารถกู้เพิ่มจากเพดานการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลตาม พรบ. การบริหารหนี้สาธารณะ  หรือใช้ผ่านรัฐวิสาหกิจ ตามกรอบวงเงินภาระทางการคลังตามมาตรา 28 ของ พรบ. วินัยการเงินการคลัง ได้อีกไม่มากนัก  นอกจากนี้ แม้ว่าระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ 61% ของ GDP ต่ำกว่าเพดานหนี้ที่ 70% ของ GDP แต่มีความจำเป็นต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าของการใช้เงิน และความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว

ด้าน วิจัยกรุงศรี ก็ปรับลดประมาณการ GDP ปี 2566 เติบโตที่ 2.8% จากเดิมคาด 3.3% จากภาคส่งออก การลงทุน และการใช้จ่ายภาครัฐที่อ่อนแอกว่าคาด ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับ KKP Research

นอกจากนี้ วิจัยกรุงศรี ยังมองจุดอ่อนเศรษฐกิจปีนี้ ยังเป็นเรื่องการส่งออกที่อ่อนแอ การจัดทำพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ที่ล่าช้า  รวมถึงผลกระทบจากภัยแล้ง และต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนที่สูง อาจเป็นข้อจำกัดของการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ขณะที่สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ก็ปรับคาดการณ์ GDP ปี 2566 เหลือ 3.0% จากเดิม 3.3% และ ปี 2567 เหลือ 3.5% จากเดิม 3.7% ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน 

สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ยังมีความเป็นห่วงเศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่ทั่วถึง กำลังซื้อระดับล่างยังอ่อนแอ และถูกช้ำเติมด้วยปัญหาภัยแล้งและหนี้ครัวเรือนสูง มีเพียงเครื่องยนต์ด้านท่องเที่ยวที่ยังแข็งแกร่ง แต่การท่องเที่ยวไทยยังกระจุกตัวเพียงเมืองท่องเที่ยวหลัก 

นอกจากนี้ ยังมองปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำมีถึง 5 ประเด็นสำคัญ​ 1. เศรษฐกิจสหรัฐและจีนแยกออกจากกัน 2. ลดการพึ่งพิงเงินดอลลาร์สหรัฐฯ 3. เงินเฟ้อต่ำ 4. เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ยุคดิจิทัลไม่ทั่วถึง 5.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่อาจเกิดความขัดแย้ง

ล่าสุดสด ๆ ร้อนๆ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน  (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้ปรับประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจมาอยู่ที่ 2.5-3.0%  จากเดิมประมาณการไว้ 3-3.5% โดยเศรษฐกิจในไตรมาส 2 เติบโตเพียง 1.8% ต่ำกว่าประมาณการที่ 3.1% อย่างมาก

โดย กกร. เสนอรัฐบาลเร่งออกแพคเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน หลังส่งออกชะลอ ท่องเที่ยวจีนยังต่ำกว่าเป้าหมาย 

ทั้งหมดจะเห็นว่า เศรษฐกิจภาพรวม ลงลึกไปถึงระดับไมโคร จากสำนักวิจัยเศรษฐกิจมีชื่อ หรือ องค์กรภาคเอกชนนักธุรกิจ จะเห็นความเปาะบางเศรษฐกิจ ที่จะเป็นอุปสรรคเขย่าขวัญรัฐบาลอยู่ไม่น้อย แม้วันนี้รัฐบาลยังเชื่อมั่นว่าจะนำพาเศรษฐกิจไทยกลับขึ้นมาผงาดได้ แต่การใช้นโยบายเศรษฐกิจแจกมากกว่าลงทุน ทำเพื่อมาตรการรักษาคำพูดมากกว่าการยกเครื่องเศรษฐกิจที่แท้จริง เป็นระเบิดเวลาที่รัฐบาลใส่มัดไว้กับตัวเองดีๆ นั้นเอง