รัฐบาลเศรษฐา ขว้างงูไม่พ้นคอฉายาดีแต่กู้

รัฐบาลเศรษฐา ขว้างงูไม่พ้นคอฉายาดีแต่กู้
หนี้สาธารณะก้อนใหญ่ 11 ล้านล้านบาท ทับอกรัฐบาลเศรษฐา กลืนเลือดหนีไม่พ้นรัฐบาลยอดนักกู้ เพื่อมาสานนโยบายเศรษฐกิจที่หาเสียงไว้

เศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เต็มตัวในเดือนสิงหาคม 2566 ซึ่งมีนโยบายเศรษฐกิจจำนวนมากต้องสานต่อ ที่ต้องใช้เงินจำนวนมากหลายแสนล้านบาท หรือมากไปถึงล้านล้านบาท ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าจะหาเงินจากที่ไหนมาใช้

ดูกันตามเนื้อผ้าแล้ว นายเศรษฐา จะหนีเงารัฐบาลเดิมไม่พ้น คือ การเป็นรัฐบาลยอดนักกู้เงินมาใช้แจกจ่ายแก้ปัญหาเศรษฐกิจทั้งเฉพาะหน้าและไม่เฉพาะหน้า

รัฐบาลที่ผ่านมาได้รับฉายาในทางลบว่าเป็น “รัฐบาลดีแต่กู้” ซึ่งหากรัฐบาลเศรษฐาขว้างงูไม่พ้นคอ ก็หนีไม่พ้นเงารัฐบาล​เก่าเป็น “รัฐบาลเศรษฐาดีแต่กู้” เช่นกัน

หากขีดเส้นที่เดือน ส.ค. 2566 ที่เศรษฐาเข้ามานายกรัฐมนตรี สำนักงานหนี้สาธารณะ (สบน.)​ กระทรวงการคลัง รายงาน​หนี้สาธารณะของประเทศไทย สิ้นเดือน มิ.ย.​ 2566 อยู่ที่ 10.9 ล้านล้านบาท หรือ ตัวเลขกลมๆ ก็คือ 11 ล้านบาท หรือ 61.65% ของจีดีพี

ความท้าทายของรัฐบาลเศรษฐา จึงอยู่ที่ว่า จะทำอย่างไรไม่ให้่ยอดหนี่้สาธารณะเพิ่มเร็ว เพิ่มมาก จนพุ่งทะลุเพดานความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีไว้ไม่เกิน 70% เท่ากับรัฐบาลเศรษฐายังกู้เงินได้อีกประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท ซึ่งสำหรับแผนการใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเศรษฐา ก็ถือวงเงินกู้ดังกล่าวไม่ได้มีมากเหลือเฟือ

เพราะอันดับแรกงบประมาณ 2567 ที่รัฐบาลเศรษฐา จะเข้ามารื้อใหม่ จากเดิมวงเงิน 3.35 ล้านล้านบาท เป็นงบแบบขาดดุลต้องกู้ชดเชย 5.9 แสนล้านบาท ซึ่งการรื้องบประมาณมีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องกู้ชดเชยขาดดุลเพิ่มมากขึ้นเพื่อมาใช้ทำนโยบายเศรษฐกิจที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก

อันดับต่อคือการหาเงินมาใช้ในนโยบายแจกเงินดิจิทัลคนละ 1 หมื่นล้านบาท ต้องใช้เงินถึง 5 แสนล้านบาท ซึ่งอ้างว่าจะใช้เงินรายได้จากการเก็บภาษี ไม่ต้องใช้เงินกู้ ซึ่งดูน่าจะเป็นไปได้ยาก เพราะดูจากการทำงบประมาณปกติของปี 2567 ยังไม่มีนโยบายแจกเงินดิจิทัล ยังต้องกู้ขาดดุลถึง 6 แสนล้านบาท ซึ่งตัวเลขบอกชัดเจนว่ารายได้ของประเทศไม่พอกับรายจ่าย นั้นการทำนโยบายอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาจึงหนีไม่พ้นต้องกู้เงินเพิ่ม

นอกจากนี้ นโยบายการลดราคาพลังงาน ค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ล้วนแล้วแต่รัฐบาลต้องใช้เงินไปจ่ายชดเชยทั้งนั้น ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งที่ผ่านมามีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ทำให้ประเทศสูญเสียรายได้ไปหลายแสนล้านบาท

ซึ่งหากรัฐบาลเศรษฐา ใช้วิธีการลดภาษีน้ำมันดีเซลอีก ก็ทำให้ประเทศรายได้ลด การทำงบประมาณก็เสี่ยงกู้เพื่อมาโปะขาดดุลมากขึ้น

นอกจากนี้ การลดค่าไฟฟ้า รัฐบาลก็ต้องใช้เงินงบประมาณเข้าไปชดเชย เพราะเป็นไปไม่ได้ที่การไฟฟ้าจะลดค่าไฟฟ้าให้แบบฟรีๆ เพราะของฟรีไม่มีในโลก รัฐบาลอยากเอาใจประชาชนลดค่าน้ำมันค่าไฟฟ้า รัฐบาลก็ต้องควักเงินจ่ายแทนประชาชน

นั้นหมายความว่า หากหารายได้เพิ่มไม่ได้ ก็หนีไม่ต้องกู้เงินนั้นเอง

ซึ่งรัฐบาลเศรษฐา อยู่ในภาวะถอยหลังไม่ได้ เพราะต้องทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชน ต้องเดินหน้าลุยเต็มสูบ ซึ่งจะเป็นการเร่งให้รัฐบาลเศรษฐากู้เงินสร้างหนี้สาธารณะของประเทศเร่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทำให้นายกฯ​เศรษฐา รัฐบาลเพื่อไทย ที่ครั้งเป็นฝ่ายค้านอภิปรายเจาะยางรัฐบาลเก่าดีแต่กู้ ยิ่งกู้เศรษฐกิจยิ่งแย่ ซึ่งวันนี้นายกเศรษฐา กำลังเข้ามุมอับขว้างงูไม่พ้นคอ  เป็นรัฐบาลนักกู้ ซึ่งหากกู้แล้วเศรษฐกิจดีกว่าที่ผ่านมาก็รอดตัวไป

แต่หากกู้แล้วเศรษฐกิจแย่กว่าเดิม แจกเงินไปละลายแม่น้ำเหมือนที่ต่อว่ารัฐบาลที่ผ่านมา รัฐบาลเศรษฐาก็จะถูกมองว่า ไม่ได้มีอะไรใหม่หรือดีกว่ารัฐบาลเดิม ทำให้เศรษฐกิจไทยย่ำอยู่กับที่ ไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่โหมโรงตีฆ้องร้องเป่าไว้