คุรุจิตเรียกร้องให้ทบทวบการเร่งเปิดเสรีการค้าไทย-UAE ซึ่งจะกระทบอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยมูลค่า 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี พร้อมเสนอ 4 ทางออกให้รัฐบาลพิจารณา
ดร.คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย (PEIT) กังวลการเปิดเสรีการค้าและกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (CEPA) ระหว่างไทย – UAE ที่รวดเร็วเกินไปหากไม่พิจารณาอย่างรอบคอบอาจกระทบต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีและโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย หากไม่ได้กำหนดเงื่อนไขอย่างรัดกุมโดยเฉพาะสินค้าเม็ดพลาสติกที่ไทยมีกำลังการผลิตเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศอาจต้องเผชิญกับการทะลักเข้ามาของเม็ดพลาสติกที่มีต้นทุนต่ำ แนะรัฐผลักดันความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตและแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีซึ่งกันและกัน
ทั้งนี้สถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย จึงขอเสนอ 4 แนวทาง ดังนี้
1.เพื่อให้ผู้ประกอบการปิโตรเคมีมีเวลาปรับตัว อาจจะมีแนวทาง เช่น การคงอัตราภาษีอากรนำเข้า PE และ PP ในอัตราเดิมในระยะเวลาหนึ่ง และมีการกำหนดโควตาในการนำเข้าเพื่อให้อุตสาหกรรมในประเทศมีการเตรียมตัวและพิจารณาเจรจามูลค่าของสินค้าที่จะแลกเปลี่ยนให้คำนึงถึงมูลค่า มี value chainที่สร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจของประเทศไทย และจูงใจให้มีการลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นด้วย
2.ให้การทำความตกลง CEPA เป็นตัวเสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่การผลิตและสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างสมดุล โดยหากมีความจำเป็นต้องจัดทำความตกลง CEPA ระหว่างไทย - UAE ก็ควรเจรจาควบคู่กับการร่วมลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้แก่กันและกันยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทย
3.เสนอให้ไทย – UAE ร่วมกันใช้จุดแข็งเพื่อเสริมสร้างประโยชน์ที่เกื้อกูลกัน (synergy) โดยประเทศไทยอาจสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารแก่ UAE ขณะที่ UAEก็สนับสนุนด้านความมั่นคงทางพลังงานและวัตถุดิบปิโตรเคมีแก่ไทยมากกว่าการเปิดให้นำเข้าสินค้าสำเร็จรูปที่ไทยผลิตได้เพียงพออยู่แล้วเพียงอย่างเดียว
4.หากมีความจำเป็นต้องเปิดตลาดสินค้า PE และ PP ควรกำหนดมาตรการปกป้องคุ้มครองในระยะแรกเพื่อให้มีการปรับตัวของอุตสาหกรรมในประเทศ
และป้องกันการทุ่มตลาดด้วย
“สถาบันปิโตรเลียมฯ มองว่าผลกระทบจากการทำข้อตกลงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเลขมูลค่าการนำเข้า-ส่งออกที่ประเมินไว้เท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบระยะยาวต่อทั้งห่วงโซ่อุปทานและความสัมพันธ์กับประเทศคู่ค้าอื่นๆ จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีการประเมินตัวมูลค่าผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในประเทศและมีมาตรการคุ้มครองให้มีการปรับตัวอย่างเหมาะสม” ดร.คุรุจิต กล่าว
ปัจจุบันอุตสาหกรรมเม็ดพลาสติก Polyethylene (PE) และ Polypropylene (PP) เป็นวัตถุดิบที่สำคัญในเชิงยุทธศาสตร์และมีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่การผลิตและเศรษฐกิจของไทย โดยอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการแปรรูปพลาสติกมีการลงทุนขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง และสร้างรายได้สูงถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 8.5% ของจีดีพีไทย ทำให้เกิดการจ้างงานถึงกว่า 414,000 คน สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่า 20เท่า และมีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 486,000 ล้านบาท คิดเป็น 5.7% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด
ดร.คุรุจิต กล่าวว่า ไทยมีประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สำคัญ เช่น จีน ซาอุดีอาระเบีย เกาหลีใต้ ซึ่งมีปริมาณการนำเข้าเม็ดพลาสติก PP และ PEรวม 188, 131 และ 148 พันตันต่อปีตามลำดับ จึงเป็นรากฐานที่สำคัญของอุตสาหกรรมปลายน้ำของไทย อาทิ ยานยนต์เครื่องใช้ไฟฟ้า บรรจุภัณฑ์ ก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งจากข้อมูลปี 2568 ประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกสุทธิ (Net Export) มีปริมาณเม็ดพลาสติก PE และ PP ที่ผลิตรวม 6,196 พันตันต่อปี แบ่งเป็นการขายในประเทศ 2,511 พันตันต่อปี และส่งออก 3,685 พันตันต่อปี
ขณะที่ความต้องการใช้เม็ดพลาสติกภายในประเทศอยู่ที่ 3,575 พันตันต่อปีสะท้อนว่าผู้ประกอบการไทยสามารถผลิตและตอบสนองความต้องการตลาดในประเทศได้อย่างเพียงพอ ปัจจุบัน UAE และประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับ (GCC) มีแผนเร่งขยายกำลังการผลิตเม็ดพลาสติก PE และ PPอย่างต่อเนื่อง โดย UAE จะเพิ่มกำลังการผลิตอีกประมาณ 1.8 ล้านตันภายในปี 2572 แต่ความต้องการใช้ PE และ PPภายในประเทศ UAE เองมีแนวโน้มทรงตัวหรือเพิ่มเล็กน้อย จึงคาดว่ากำลังการผลิตส่วนเกินถึง 20-30% จาก UAEจะถูกส่งออกมายังประเทศไทยและอาเซียน
ดร.คุรุจิต กล่าวด้วยว่า หากประเทศไทยจะทำข้อตกลง CEPA กับ UAE ก็ควรมีมาตรการคุ้มครองอุตสาหกรรมผลิต PE และ PP ในประเทศ เพื่อให้เกิดการปรับตัวและเพื่อป้องกันการทุ่มตลาด PE และ PP ราคาต่ำจาก UAE เข้าสู่ในไทย โดยคาดว่าปริมาณการนำเข้าเม็ดพลาสติก PE และ PP อาจจะสูงขึ้น คิดเป็น 17% ของตลาดรวมเม็ดพลาสติกในไทยและอาจส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้ากับ UAE เพิ่มขึ้นจาก 12,250 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 เป็น 14,430 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และหากใช้แนวทางคิดมูลค่าส่งออกรวมกับสินค้าหมวดอื่นๆ เพิ่มขึ้น เพื่อแลกกับการที่ประเทศไทยต้องนำเข้าเม็ดพลาสติกจาก UAE เพิ่มขึ้น ตัวเลขมูลค่าสุทธิก็อาจไม่ได้สะท้อนมูลค่าแท้จริง เนื่องจากแต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์มีโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่แตกต่างกันมาก จึงมีความจำเป็นต้องศึกษาผลกระทบในเชิงลึกอย่างละเอียด
"การเปิดการค้าเสรีในกลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีโดยไม่มีมาตรการบรรเทาผลกระทบหรือเงื่อนเวลาในการปรับตัว ย่อมจะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย ตลอดจนห่วงโซ่อุตสาหกรรมปลายน้ำและการจ้างงาน อนึ่งเมื่อเปรียบเทียบรูปแบบการค้าเม็ดพลาสติก PE และ PP ระหว่างไทยและจีนจะพบว่าแม้ไทยจะนำเข้าเม็ดพลาสติกบางชนิดจากจีนในปริมาณมาก แต่จีนก็มีการแลกเปลี่ยนนำเข้าเม็ดพลาสติกขั้นปลายจากไทยในชนิดที่ผลิตได้ไม่เพียงพอหรือไม่ได้ผลิตเองเช่นกันซึ่งสะท้อนถึงรูปแบบการค้าสองทาง (Two-way Trade) ที่มีความสมดุล
แต่ในกรณีของ UAE อยู่ในสถานะที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก เนื่องจากมีกำลังการผลิตส่วนเกินกว่าความต้องการภายในประเทศและมีการนำเข้าในปริมาณน้อยมาก จึงทำให้ UAE ไม่ได้มีสมดุลการค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้กับประเทศไทยเหมือนคู่ค้ารายอื่นด้วยเหตุนี้ปิโตรเคมีจึงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญที่ควรมีมาตรการปกป้องดูแล เพื่อลดผลกระทบต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมในประเทศจากความท้าทายดังกล่าว ความเสี่ยงต่อการพึ่งพาการนำเข้า การรักษาฐานการผลิตในประเทศรวมถึงความมั่นคงของห่วงโซ่การผลิตในอนาคต" ดร.คุรุจิต กล่าว