'เนสท์เล่' เริ่มสร้างโรงงานใหม่ ชูเทคโนโลยี AI หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติขั้นสูง ตั้งเป้าฐานผลิตกาแฟล้ำสมัย สร้างงานกว่า 500 ตำแหน่ง พร้อมรับซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรปีละ 4.3 พันล้านบาท เริ่มผลิตหลังปี 71
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและรองประธานกรรมการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยหลังร่วมพิธีวางศิลาฤกษ์ “House of NESCAFÉ Thailand” โรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ภายใต้การลงทุนมูลค่า 23,000 ล้านบาท ที่นิคมอุตสาหกรรมอารยะ จังหวัดสมุทรปราการ ของเนสกาแฟ ว่า โรงงานนี้คือ
บทพิสูจน์ที่ทรงพลังที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จเมื่อองค์กรระดับโลกผนึกกำลังกับรัฐบาลที่มีความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนโอกาสให้เกิดการลงมือทำจริง และแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยในการต้อนรับการลงทุน อำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจ และขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเร็วและความเด็ดเดี่ยวตามที่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่ต้องการ
"ผมขอเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นว่า รัฐบาลไทยพร้อมยืนเคียงข้างนักลงทุนที่มีความรับผิดชอบอย่างเนสท์เล่ นักลงทุนที่นำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาสู่ประเทศไทย นักลงทุนที่พัฒนาคนของเรา นักลงทุนที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญที่สุดนักลงทุนที่ไม่ได้สร้างแค่โรงงาน แต่ร่วมสร้างอนาคตไปด้วยกัน"
นายเรมี เอเจล รองประธานกรรมการบริหารและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ โซนเอเชีย โอเชียเนีย และแอฟริกา (AOA) กล่าวว่า โรงงานแห่งใหม่นี้จะเป็นหนึ่งในฐานการผลิตกาแฟที่ล้ำสมัยที่สุดของเนสท์เล่ในระดับโลก ชูจุดเด่นด้วยเทคโนโลยีการผลิตกาแฟอันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของเนสท์เล่ ผสานระบบการทำงานที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติขั้นสูง โดยในโครงการจะมีการก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าที่ทันสมัย รองรับผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทของเนสท์เล่ และศูนย์นวัตกรรมกาแฟ (Coffee Innovation Center) โรงงานแห่งนี้จะมีการจ้างงานกว่ามากกว่า 500 ตำแหน่ง และใช้วัตถุดิบและวัสดุจากภายในประเทศมูลค่าประมาณ 4,300 ล้านบาทต่อปี จากเกษตรกรและซัพพลายเออร์ไทย
ขณะเดียวกันโรงงานแห่งนี้จะผลิตผลิตภัณฑ์เนสกาแฟหลากหลายชนิด ซึ่งรวมถึงกาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟผงปรุงสำเร็จ และกาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม นับเป็นพอร์ทผลิตภัณฑ์กาแฟคุณภาพสูง ในราคาที่เข้าถึงได้ และโดดเด่นด้วยนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยให้เนสท์เล่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในทุกช่วงเวลาของการดื่มกาแฟ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ระหว่างเดินทาง หรือนอกบ้าน
“ธุรกิจกาแฟเป็นธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของเนสท์เล่ในระดับโลก และเนสกาแฟเป็นหนึ่งในแบรนด์กาแฟชั้นนำระดับโลก รวมทั้งเป็นแบรนด์กาแฟอันดับ 1 ของไทย ซึ่งประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดกาแฟที่ใหญ่ที่สุดและมีความเคลื่อนไหวมากที่สุดของเรา การลงทุนในโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่นี้จะเสริมความแข็งแกร่งให้เราสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการผลิตของเราในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจกาแฟอย่างยั่งยืนในระยะยาว การลงทุนครั้งนี้ยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของเนสท์เล่ต่ออนาคตของประเทศไทย และตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในระยะยาวของเราที่มีต่อประเทศ อุตสาหกรรมกาแฟไทย และชุมชนที่เราดำเนินงานอยู่”
นอกจากนี้จะติดตั้งเทคโนโลยีการสกัดกาแฟและเทคโนโลยีการกักเก็บกลิ่นหอมของกาแฟที่ล้ำสมัยที่สุดและเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของเนสท์เล่ ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์กาแฟคุณภาพสูง สดใหม่ และเข้มข้นหอมกรุ่นสู่ผู้บริโภคชาวไทย
ส่วนศูนย์กระจายสินค้าภายในพื้นที่โครงการ จะเชื่อมโยงการผลิต การจัดเก็บอัตโนมัติ การจัดเตรียมสินค้าตามคำสั่งซื้อ และการจัดส่งออกจากคลังแบบเรียลไทม์ โดยระบบคลังสินค้าอัตโนมัติสำหรับจัดเก็บและเลือกหาสินค้าที่ทันสมัย (Automated Storage and Retrieval System - ASRS) จะสามารถรองรับการจัดเก็บสินค้าได้มากกว่า 100,000 พาเลท นอกจากนี้ โรงงานแห่งใหม่ยังใช้ระบบการทำงานแบบอัตโนมัติที่ทันสมัย และระบบการทำงานที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อประสานการดำเนินงานในขั้นตอนทั้งหมดให้เป็นไปอย่างราบรื่น ช่วยยกระดับคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความยั่งยืน
ยิ่งไปกว่านั้น ความยั่งยืนยังเป็นหัวใจสำคัญของโรงงานแห่งใหม่นี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านการใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 100% การใช้เชื้อเพลิงชีวมวล ระบบการนำความร้อนกลับมาใช้ใหม่ และเทคโนโลยีอื่น ๆ อย่างหลากหลาย นอกจากนี้ ยังมีระบบการบริหารจัดการขยะเพื่อบรรลุเป้าหมายของขยะฝังกลบเป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) พร้อมใช้ระบบหมุนเวียนน้ำนำกลับมาใช้ใหม่
นอกจากนี้ เนสท์เล่จะจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมกาแฟ (Coffee Innovation Center) ณ โรงงานแห่งใหม่นี้ เพื่อพัฒนาวัตถุดิบคุณภาพสูง สร้างแรงบันดาลใจในการคิดค้นสูตรผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และขับเคลื่อนนวัตกรรม เพื่อช่วยส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟของประเทศไทย
โรงงานแห่งนี้จะมีการจ้างงานมากกว่า 500 ตำแหน่ง ซึ่งรวมถึงโอกาสสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และตำแหน่งงานที่มีทักษะระดับกลางและระดับสูง โดยพนักงานจะได้รับโอกาสในการพัฒนาทักษะและความสามารถ สำหรับโลกการทำงานในอนาคต รวมทั้งฝึกฝนการใช้เทคโนโลยีอันล้ำสมัย นอกจากนี้ เนสท์เล่ยังเดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟและซัพพลายเออร์ไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดหาวัตถุดิบและวัสดุจากภายในประเทศ ซึ่งรวมถึงเมล็ดกาแฟ น้ำตาล และน้ำนมดิบ รวมมูลค่าประมาณ 4,300 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ เนสท์เล่ยังเป็นผู้รับซื้อเมล็ดกาแฟโรบัสต้าไทยรายใหญ่มาเป็นเวลากว่า 40 ปี โดยมุ่งสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟอย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดอบรมให้ความรู้ การมอบต้นกล้ากาแฟคุณภาพสูง และการส่งเสริมการขยายพื้นที่เพาะปลูกกาแฟไปยังจังหวัดต่าง ๆ ในประเทศไทย
นายนิคิล ชัญจ์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวว่า พื้นที่ที่เรายืนอยู่ตรงนี้ จะกลายเป็นหนึ่งในฐานการผลิตกาแฟที่ทันสมัยที่สุดของเนสท์เล่ในระดับโลก เราภูมิใจที่โรงงานแห่งนี้จะสร้างคุณค่าในระยะยาวให้แก่เศรษฐกิจและสังคมไทย นอกเหนือจากการผลิตผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงสำหรับผู้บริโภคชาวไทยแล้ว โรงงานแห่งนี้จะสร้างงานในท้องถิ่น และสนับสนุนเกษตรกรและซัพพลายเออร์ไทยที่จะเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบและวัสดุต่าง ๆ ในการผลิตให้แก่โรงงาน ผมขอแสดงความขอบคุณอย่างสูงต่อรัฐบาลไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน และพันธมิตรทางธุรกิจของเรา สำหรับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการก่อตั้งโรงงานแห่งใหม่นี้ และร่วมกันสร้างอนาคตที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นให้แก่อุตสาหกรรมกาแฟของประเทศไทย
การก่อสร้างโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ “House of NESCAFÉ Thailand” ได้เริ่มดำเนินการแล้ว โดยคาดว่า โรงงานจะเริ่มการผลิตได้ในช่วงหลังของปี 2571 ซึ่งความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของเนสท์เล่ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการวางศิลาฤกษ์เพื่อเริ่มก่อสร้างโรงงานใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับการเติบโตร่วมกันในระยะยาวในประเทศไทย