ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวน ไม่แน่นอน จากความเสี่ยงหลากหลายปัจจัย ทำให้นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับการวางกลยุทธการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น “เรียลวอทช์ แลบ (RealWatch Lab)
ส่วนวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูล (Research and Data Analytics) บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด(มหาชน) บริษัท ด้าน AI-Data Driven Technology ได้สำรวจความเห็นชาวเน็ตไทยที่เปิดเผยความเห็นแบบสาธารณะในทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ระหว่างวันที่ 1 มกราคม-30 กันยายน 2569 ถึงทางเลือกของชาวเน็ตไทยในการลงทุนท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนและไม่แน่นอนในปัจจุบัน พบข้อความที่เขียนถึงแผนการลงทุนรวม 20,569 ข้อความ เป็นข้อความที่เขียนถึงการลงทุนแบบทั่วไป 13,477 ข้อความ และ เป็นข้อความที่เขียนถึงทางเลือกและการตัดสินใจลงทุน 7,092 ข้อความ
การลงทุนอันดับหนึ่ง ที่ชาวเน็ตไทยเลือกลงทุน เป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่จับต้องได้และมีความเสี่ยงต่ำ คิดเป็นสัดส่วน 49.82% โดยความสนใจส่วนใหญ่จะเลือกลงทุนซื้อทองคำแท่ง การฝากเงินในบัญชีเงินฝากประจำ การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล และ การซื้อสลากออมสิน โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ระบุว่า เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ ถึงแม้จะให้ผลตอบแทนไม่สูง แต่เงินต้นไม่หาย, การลงทุนทองคำแท่ง ไม่มีความเสี่ยง เป็นการลงทุนระยะยาว มีมูลค่าเพิ่ม, เก็บสะสมทองคำไปเรื่อยๆ เกษียณจะได้มีเงินเก็บไม่เสี่ยง, เงินฝากประจำได้ดอกเบี้ยทุกสามเดือน เงินต้นยังอยู่และได้ดอกเบี้ย, ซื้อสลากออมสิน ได้รางวัลด้วยและมีเงินต้นคืนพร้อมดอกเบี้ย ไม่เสี่ยง เป็นต้น
อันดับสอง เป็นการลงทุนในกองทุนรวมประเภทต่างๆ คิดเป็นสัดส่วน 30.84% โดยมีข้อความในการเลือกลงทุนในกองทุนรวมว่า ลงทุนในกองทุนรวมเป็นการลงทุนระยะยาว ให้ผลตอบแทนดี แต่ต้องเลือกกองทุนที่มีผู้บริหารกองทุนเก่งๆ, เมื่อเริ่มลงทุน กองทุนรวมเป็นทางเลือกที่ดี อัตราผลตอบแทนดีกว่าเงินฝาก ถึงจะเสี่ยงแต่คุ้ม, การลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นเครื่องมือสำหรับการออมและการเกษียณในระยะยาว เป็นต้น
อันดับสาม เป็นการลงทุนในตลาดหุ้น ทั้งในและต่างประเทศ คิดเป็นสัดส่วน 8.02% โดยมีข้อความระบุว่า การลงทุนในหุ้นประมาณ 10-15% ของเงินออม ทำให้ได้ผลตอบแทนที่ดี แต่ต้องเลือกหุ้นที่มีผลประกอบการดี, ลงทุนในหุ้นที่มีเงินปันผล จะช่วยลดความเสี่ยง, อายุไม่เยอะ ลงทุนหุ้นได้ ผลตอบแทนดี แต่ต้องรู้จังหวะเข้าและออก เป็นต้น
อันดับสี่ ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และ ประกัน คิดเป็นสัดส่วน 6.82% โดยข้อความส่วนใหญ่ระบุว่า ซื้อคอนโดฯ ไว้ปล่อยเช่า ได้ผลตอบแทนระยะยาว, ซื้อประกันไว้เจ็บป่วยได้ใช้รักษาตัว แถมยังมีเงินออมระยะยาว, การลงทุนในกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์(Real Estate Investment Trust : REIT) ได้ผลตอบแทนดีกว่าฝากเงิน เป็นต้น
อันดับที่ห้า ลงทุนสร้างธุรกิจของตัวเอง คิดเป็นสัดส่วน 4.50% โดยข้อความระบุว่า ใช้เงินมาสร้างธุรกิจเอง ให้ผลตอบแทนดี ถึงจะเสี่ยงแต่คุ้ม, ทำธุรกิจออนไลน์ ไม่มีต้นทุนหน้าร้าน เก็บเงินได้, ผลตอบแทนสูง ถึงจะเสี่ยง อายุยังน้อยไม่เป็นไร เป็นต้น
ในขณะที่รายงานอัตราผลตอบแทนการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภท ของ BlackRock Inc บริษัทด้านการจัดการลงทุนข้ามชาติสัญชาติอเมริกัน และเป็นผู้จัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุด โดยมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการอยู่ที่ 15.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 520 ล้านล้านบาท คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยน 34 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ) ในปี 2569 ได้มีการจัดทำอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนของสินทรัพย์แต่ละประเภทที่เรียกว่า BlackRock Return Map ระหว่างปี 2560-2569 ระบุว่า การลงทุนในทองคำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 7-10% ต่อปี ในขณะที่การลงทุนในเงินฝาก และ พันธบัตร ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 0.5-2% และ 2-5% ต่อปี ตามลำดับ
ส่วนการลงทุนในกองทุนรวมโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 2-12% ต่อปี ขึ้นกับประเภทของกองทุน การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ย 4-7% ต่อปี ขึ้นอยู่กับประเภทและทำเลของอสังหาริมทรัพย์ ในขณะที่การลงทุนในประกันชีวิต ผลตอบแทนจะอยู่ที่ 1-2.5% ต่อปี เพราะการลงทุนประกันชีวิตส่วนใหญ่จะเน้นที่ความคุ้มครองเป็นหลัก
ในขณะที่การเลือกลงทุนของชาวเน็ตไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 จากผลการ
สำรวจของ เรียลวอทช์ แล๊ป สำหรับนักลงทุนชาวเน็ตไทย ให้ความสำคัญกับการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำถึงแม้ผลตอบแทนจะไม่สูงมาก สะท้อนให้เห็นถึง แนวทางการบริหารจัดการเงินที่เน้นความมั่นคงมากกว่าการบริหารจัดการทางการเงินที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูง โดยเน้นการออมในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความผันผวนและความไม่แน่นอนสูง