"เอกนิติ" กางแผนฟื้นเศรษฐกิจหลังจบ IMF-World Bank ดันไทยสู่ Financial Hub ปฏิรูปคลังยั่งยืน

“เอกนิติ” พร้อมต่อยอดเศรษฐกิจไทยจากเวที IMF – World bank ดันแผนปฏิรูปเศรษฐกิจระยะยาว ดัน AI-ภาษีดิจิทัล-บริหารน้ำเจ้าพระยา มุ่งสู่ศูนย์กลางการเงินภูมิภาค

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลังจบการประชุม IMF และ World bank ที่ไทยเป็นเจ้าภาพโดยระบุว่า รัฐบาลเร่งนำผลการหารือเชิงนโยบายและบทเรียนทางการเงินระดับโลกมาสู่การปฏิบัติจริงอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนต่อไป 

ทั้งนี้ตลอดการประชุมหลายวันที่ผ่านมาได้เข้าหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารของประเทศต่างๆกว่า 50 การประชุม เช่น ในการหารือกับประเทศอินเดีย ได้แลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยฝ่ายไทยได้เสนอโมเดล Small AI ผ่านโครงการ "นกกระซิบ" ที่ช่วยผู้ค้ารายย่อยบันทึกยอดขายและเข้าถึงแหล่งเงินทุน ขณะที่ไทยสนใจนำเทคโนโลยี Small AI ด้านการเกษตรของอินเดียมาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยคำนวณช่วงเวลาเพาะปลูกและใส่ปุ๋ยแก่เกษตรกรไทย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวมุ่งเน้นแนวคิด "Small AI, Better Jobs" เพื่อนำ AI มาเสริมศักยภาพแรงงานให้มีรายได้สูงขึ้นซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับที่ธนาคารโลกสนับสนุน

สำหรับโครงการ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลได้หารือร่วมกับธนาคารโลก และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ในการวางระบบบริหารจัดการน้ำและระบบเตือนภัยพิบัติลุ่มน้ำเจ้าพระยาและป่าสัก เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอและลดภาระงบประมาณเยียวยาในระยะยาว โดยธนาคารโลกพร้อมสนับสนุนเงินทุนในการศึกษาโครงการ นอกจากนี้ ยังได้ลงนามข้อตกลงร่วมกับ ADB ในการสนับสนุนงบประมาณพัฒนาโรงพยาบาลเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ และการยกระดับสู่โรงพยาบาลสีเขียว (Green Hospital)
นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านภาษีว่าไทยได้ลงนามอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Taxation Agreement) กับประเทศนอร์เวย์ เพื่อลดการจัดเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรมใช้เป็นประตูเชื่อมโยงการค้าการลงทุุนสู่ยุโร พร้อมทั้งจับมือกับประเทศลักเซมเบิร์กเพื่อนำความเชี่ยวชาญมาพัฒนาระบบตลาดเงินตลาดทุน ยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub) รวมถึงริเริ่มข้อเสนอจัดประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อาเซียน-ยุโรป (ASEAN-Europe Finance Ministers Meeting) เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจสองภูมิภาคเข้าด้วยกันอย่างยั่งยืน ซึ่งหลายประเด็นจะมีการทำงานร่วมกันกับคณะทำงานทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อเชื่อมโยงไปสู่การประชุม World Economic Forum  (WEF) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ในช่วงต้นปีหน้าต่อไป 

เมื่อถามเรื่องของการรักษาเสถียรภาพการคลัง และการเพิ่มพื้นที่ทางการคลังนายเอกนิติ กล่าวว่า แม้ IMF จะเตือนทั่วโลกให้ระมัดระวังเรื่องภาระหนี้สาธารณะซึ่งหลายประเทศในซีกโลกตะวันตกพุ่งสูงเกือบ 100% ของ GDPแล้วแต่ในส่วนหนี้สาธารณะของประเทศไทยยังคงอยู่ที่ระดับ 60 กว่าเปอร์เซ็นต์ของ GDP ซึ่งมาจากการที่ไทยยึดมั่นในวินัยทางการคลังอย่างเข้มงวด ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติต่างมีความเชื่อมั่น และทำให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะ 10 ปีของไทยอยู่ที่ประมาณ 2% กว่า ซึ่งต่ำกว่าสหรัฐอเมริกาที่สูงเกิน 5%

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังเตรียมปฏิรูปโครงสร้างการคลังโดยเร่งลดรายจ่ายประจำที่ซ้ำซ้อน ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี[4] พร้อมขยายฐานภาษีเข้าสู่ระบบเพื่อดึงผู้ที่อยู่นอกระบบเข้ามา และดำเนินการจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการต่างชาติหรือแพลตฟอร์ม e-Commerce ที่เข้ามาทำตลาดในไทย เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการไทย 

นายเอกนิติ ยังกล่าวขอบคุณประชาชนคนไทย สื่อมวลชน และทีมงานทุกคนในฐานะตัวแทนประเทศ ที่ร่วมมือร่วมใจกันเป็นเจ้าภาพที่ดีในการต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมเกือบ 20,000 คน จาก 191 ประเทศทั่วโลก ซึ่งนับเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จนได้รับคำชมและคำขอบคุณอย่างท่วมท้นจากผู้นำทั่วโลก สิ่งนี้ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพอันยอดเยี่ยมของคนไทยในการจัดงานระดับโอลิมปิกทางการเงินได้อย่างดีเยี่ยม ตลอดจนการร่วมมือกันนำเสนอเอกลักษณ์ทั้งวัฒนธรรม อาหาร มวยไทย และสินค้าชุมชนกว่า 30 แห่งจนโด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งพลังความร่วมมือของคนไทยทุกคนในครั้งนี้ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยทำให้ประเทศไทยกลับเข้ามาอยู่ภายใต้สปอตไลท์และกลับมายืนบนเวทีโลกได้อย่างสง่างาม

TAGS: #เอกนิติ #IMFWorldBank #IMF #WorldBank #FinancialHub