IMF ชี้ส่งออกฮาร์ดแวร์ AI ช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางพลังงานแพง แต่เตือนหากตลาดเทคฯ ปรับฐาน อาจลามถึงเงินบาท–เงินทุนเคลื่อนย้าย จับตาพันธบัตรและภัยไซเบอร์ซ้ำเติมตลาดการเงินโลก
ในการแถลงข่าวรายงานเสถียรภาพการเงินโลก หรือ Global Financial Stability Report ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระหว่างการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group 2026 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ กรุงเทพฯ ประเด็นประเทศไทยถูกจับตาจากบทบาทในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี AI
นายเจสัน วู ผู้ช่วยผู้อำนวยการ IMF ระบุระหว่างตอบคำถามสื่อไทยว่า การส่งออกฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ของไทยมีส่วนช่วยชดเชยผลกระทบจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง และเป็นแรงสนับสนุนต่อดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์จากกระแส AI มาพร้อมความเสี่ยง หากตลาด AI เกิดการปรับฐาน ผลกระทบอาจไม่ได้หยุดอยู่เพียงการส่งออก แต่สามารถลุกลามไปถึงมูลค่าสินทรัพย์ บรรยากาศการลงทุน และความต้องการรับความเสี่ยงของนักลงทุนทั่วโลก
สำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย IMF มองว่าอาจเผชิญแรงกดดันจากเงินทุนไหลออกและค่าเงินอ่อนลง หากตลาดการเงินโลกเข้าสู่ช่วงลดความเสี่ยง สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจไว้ล่วงหน้า และปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนช่วยรองรับแรงกระแทก
รายงาน GFSR ครั้งนี้ชี้ 3 ความเสี่ยงใหญ่ที่ต้องจับตา ได้แก่ การปรับฐานของตลาดที่เกี่ยวข้องกับ AI อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่ในระดับสูง และภัยคุกคามไซเบอร์ ซึ่งหากเกิดขึ้นพร้อมกันอาจขยายความเปราะบางของระบบการเงิน
IMF ระบุว่า กระแสลงทุน AI ยังมีพื้นฐานจากผลกำไรบริษัทที่เติบโตจริง แตกต่างจากฟองสบู่ดอทคอมในอดีต แต่ความเสี่ยงสำคัญคือการกระจุกตัวของตลาด และความคาดหวังต่อผลตอบแทนจากการลงทุนที่อยู่ในระดับสูง
จากการสำรวจธุรกรรมสาธารณะ 14 รายการ IMF พบเงินลงทุนในหุ้นราว 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เงินกู้อีก 650,000 ล้านดอลลาร์ และภาระผูกพันรายได้ในอนาคตสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ หากรายได้จาก AI ไม่เป็นไปตามคาด ความเสี่ยงอาจเกิดพร้อมกันทั้งราคาหุ้น ความสามารถชำระหนี้ และรายได้ในอนาคต
อีกด้านหนึ่ง IMF เตือนความเสี่ยงไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นตามการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การกระจุกตัวของระบบคลาวด์ และการนำ AI มาใช้โดยอาชญากรไซเบอร์ โดยประเมินว่าโลกยังขาดบุคลากรด้านความปลอดภัยไซเบอร์อีกประมาณ 40%
IMF จึงเสนอให้ประเทศต่างๆ เร่งสร้างกันชนก่อนเกิดวิกฤต รักษาวินัยการคลัง ความน่าเชื่อถือของนโยบายการเงิน เสริมระบบป้องกันภัยไซเบอร์ และยกระดับการกำกับดูแลสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร ซึ่งมีบทบาทและความเชื่อมโยงกับระบบการเงินเพิ่มขึ้น