รัฐเดินหน้าปลดล็อกอุปสรรคภาคธุรกิจ รับข้อเสนอชงครม.แก้กฎระเบียบ 36 เรื่อง ผลักดัน 2 ร่างกฎหมายสำคัญการนำผ่านและการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ ลดต้นทุน–เพิ่มความคล่องตัวธุรกิจยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยหลังร่วมประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ ครั้งที่ 2/2569 ที่มี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่าที่ประชุมเห็นชอบเตรียมเสนอข้อเสนอเร่งด่วน 36 เรื่องต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พร้อมเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ของภูมิภาค
การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถานบัน (กกร.) เพื่อร่วมกันพิจารณาปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ลดภาระของผู้ประกอบการ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุน โดยผลการพิจารณาจะเสนอต่อคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ชุดใหญ่ ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีตามขั้นตอนต่อไป
ทางกกร.ขอชื่นชมรองนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานภาครัฐที่ให้ความสำคัญกับข้อเสนอของภาคเอกชน และร่วมกันผลักดันการปรับปรุงกฎหมายจนเกิดความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการลดต้นทุน เพิ่มความคล่องตัว และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ทั้งนี้ที่ประชุมเห็นชอบร่างกฎหมายและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบของกฎหมาย หรือ RIA จำนวน 2 ฉบับ ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดด้านการขนส่งและสนับสนุนบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค ประกอบด้วย
1. ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายเกี่ยวกับการนำผ่าน พ.ศ. …. เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านแดน ลดอุปสรรคทางกฎหมาย และเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้จากการค้าและกิจกรรมโลจิสติกส์
2. ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 เพื่อปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับความสูงของรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ให้เหมาะสมกับการขนส่งในปัจจุบัน เพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ และลดต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยคำนึงถึงมาตรการด้านความปลอดภัยและความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กัน
สำหรับข้อเสนอปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบของ กกร. รวมทั้งสิ้น 52 เรื่อง ที่ประชุมได้แบ่งแนวทางดำเนินการออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 จำนวน 15 เรื่อง เห็นควรยุติการดำเนินการ เนื่องจากหน่วยงานได้ดำเนินการแล้ว หรือมีกฎหมายและแนวทางปฏิบัติที่รองรับอย่างเหมาะสม
กลุ่มที่ 2 จำนวน 23 เรื่อง เห็นควรเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อเร่งรัดหรือมอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ กลุ่มที่ 3 จำนวน 13 เรื่อง ยังต้องพิจารณารายละเอียดและกำหนดแนวทางดำเนินการเพิ่มเติม เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เหมาะสมและรอบด้าน กลุ่มที่ 4 จำนวน 1 เรื่อง เห็นควรชะลอการเสนอออกไปก่อน เพื่อรอข้อมูลและความชัดเจนเพิ่มเติม
ขณะที่ข้อเสนอสำคัญในกลุ่มที่เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี อาทิ การทบทวนหลักเกณฑ์ที่กำหนดให้โรงแรมตั้งแต่ 60 ห้องขึ้นไปต้องมีผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสีย การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นรายชั่วโมงสำหรับนักเรียน นักศึกษา และผู้สูงอายุในธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร และโรงแรม รวมถึงการทบทวนหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคสำหรับโรงแรมขนาดเล็ก และการผ่อนปรนหลักเกณฑ์การอบรมผู้สัมผัสอาหารให้เหมาะสมกับลักษณะและขนาดของกิจการ
ส่วนข้อเสนอที่ต้องกำหนดแนวทางเพิ่มเติม มีประเด็นสำคัญ เช่น การเพิ่มทางเลือกในการคำนวณสัดส่วนการจ้างงานคนพิการ และการทบทวนมาตรการบางประการให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ รูปแบบการจ้างงาน และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
“เป้าหมายของการปรับปรุงกฎหมายไม่ใช่เพียงการแก้ไขตัวบท แต่ต้องทำให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs สัมผัสได้ถึงต้นทุนที่ลดลง ขั้นตอนที่รวดเร็วขึ้น และกติกาที่สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน กกร. พร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด และติดตามให้ข้อเสนอที่ได้รับความเห็นชอบนำไปสู่การปฏิบัติและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม”
อย่างไรก็ตามการประชุมครั้งนี้มีผู้แทน กกร. เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ประกอบด้วย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายธวัชชัย เศรษฐจินดา กรรมการเลขาธิการ พร้อมคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยที่เกี่ยวข้อง นายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา รองประธานอาวุโส สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ดร.นิลสุวรรณ ลีลารัศมี รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนายวรกฤต จารุวงศ์ภัค เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย
กกร. จะร่วมกับหน่วยงานภาครัฐติดตามความคืบหน้าของแต่ละข้อเสนออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบช่วยลดภาระของประชาชนและผู้ประกอบการ อำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ส่งเสริมการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน