วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์โลกดันราคาน้ำมันผันผวน แต่การแก้ปัญหาด้วยการคุมเพดาน "ค่าการกลั่น" อาจสร้างผลเสียมากกว่าผลดีในระยะยาว!
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐ-อิหร่านที่ยังไร้ทางออกอย่างสันติ ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์พลังงานโลกตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เกิดความไม่แน่นอนของราคาน้ำมันดิบ ความเสี่ยงด้านอุปทาน และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างพลังงาน โดยเฉพาะการปิด“ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมันโลก รองรับการลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน

รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว( LNG ) ที่มีการขนส่งประมาณ 110,000 ล้านลูกบาศก์เมตร /ปี (110 bcm) หรือเฉลี่ยเป็นรายวัน จะอยู่ที่ประมาณ 301 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อเส้นทางนี้ถูกปิดชั่วคราว อุปทานพลังงานจำนวนมหาศาลจึงหายไปจากตลาดในทันที ส่งผลให้ราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนการจัดหาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และเกิดภาวะ “ช็อก” ทางเศรษฐกิจ
ขณะที่ธุรกิจพลังงานของไทย อย่าง “โรงกลั่นน้ำมัน” หลีกเลี่ยงไม่ได้กับโจทย์ใหญ่ที่กำลังเผชิญในช่วงที่ผ่านมา ทั้งจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ ความเสี่ยงด้านอุปทาน ตลอดจนต้นทุนการจัดหาที่เพิ่มขึ้น เช่น Crude Premium (ส่วนเพิ่มของราคาน้ำมันดิบจากราคาตลาดอ้างอิง ซึ่งสะท้อนคุณภาพ แหล่งที่มา และภาวะการจัดหาน้ำมันดิบในช่วงเวลานั้น) ค่าประกันภัยและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจากความเสี่ยงด้านการจัดหาและการขนส่ง
เมื่อราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น ค่าการกลั่นปรับสูงขึ้นจนถูกตั้งตั้งคำถาม การที่ค่าการกลั่น (Gross Refinery Margin - GRM) ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่เกิดวิกฤต ไม่ได้หมายความว่าโรงกลั่นจะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน เนื่องจากมีปัจจัยและต้นทุนแฝงหลายประการที่ไม่ได้ถูกคำนวณรวมอยู่ในค่าการกลั่นเบื้องต้น โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตการณ์โลก
ค่าการกลั่นไม่ใช่กำไรสุทธิแต่เป็นส่วนต่างระหว่างราคาเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์น้ำมันทุกชนิดที่กลั่นได้ ลบด้วยต้นทุนราคาน้ำมันดิบ โดยยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและต้นทุนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ดีการรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศกับความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจเป็นโจทย์ที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน
โรงกลั่นฯ ถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบพลังงานไทย เพราะนอกจากทำหน้าที่แปรรูปน้ำมันดิบให้เป็นน้ำมันสำเร็จรูปที่ใช้ในประเทศแล้ว ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปทั้งหมด และช่วยให้ไทยมีความยืดหยุ่นในการรับมือกับวิกฤตพลังงานระหว่างประเทศ
ดังนั้นการกำหนดนโยบายต่อธุรกิจโรงกลั่นฯจึงต้องมองให้ไกลกว่าการควบคุมราคาน้ำมันในระยะสั้น แต่ต้องคำนึงถึง “ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม” และ “ประโยชน์ของประเทศในระยะยาว” ควบคู่กัน
.jpg)
การค้าเสรีต้องเดินไปพร้อมกลไกตลาด
หลักสำคัญของระบบการค้าเสรี คือการเปิดโอกาสให้ราคาและการแข่งขันสะท้อนกลไกตลาดมากที่สุด การเข้าไปกำหนดราคา หรือกำหนดเพดานผลตอบแทนของผู้ประกอบการ อาจช่วยบรรเทาภาระผู้บริโภคได้ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวอาจสร้างผลกระทบต่อแรงจูงใจในการลงทุนและขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม
ประเด็น “ค่าการกลั่น” จึงเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน เพราะค่าการกลั่นเป็นตัวสะท้อนส่วนต่างระหว่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปกับต้นทุนวัตถุดิบ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสภาวะอุปสงค์และอุปทานของตลาดโลก
ในช่วงที่ตลาดโลกเกิดภาวะตึงตัว ค่าการกลั่นอาจปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด ขณะที่ในช่วงที่อุปทานล้นตลาด ค่าการกลั่นก็สามารถปรับลดลงได้เช่นเดียวกัน การเข้าไป “แคป” หรือกำหนดเพดานค่าการกลั่นจึงอาจทำให้โครงสร้างราคาของไทยไม่สะท้อนสถานการณ์จริงของตลาดโลก
ที่สำคัญ หากไทยต้องการเดินหน้าสู่ระบบการค้าเสรีและเปิดประเทศรับการลงทุน การกำหนดกติกาที่ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถรับผลตอบแทนตามภาวะตลาดและความเสี่ยงของธุรกิจได้อย่างเหมาะสม อาจกลายเป็นข้อจำกัดต่อการลงทุนในระยะยาว
เพราะธุรกิจโรงกลั่นฯเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง มีต้นทุนด้านเทคโนโลยี การบำรุงรักษา และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงต้องรับความเสี่ยงจากราคาน้ำมันและตลาดโลก หากผลตอบแทนถูกจำกัดมากเกินไป ย่อมกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพหรือปรับปรุงโรงกลั่นในอนาคต
หากภาครัฐต้องการลดภาระราคาน้ำมันให้กับประชาชน แนวทางที่ควรพิจารณามากกว่าการเข้าไปกดค่าการกลั่น คือการกลับมาทบทวน “โครงสร้างราคาพลังงาน” ทั้งระบบ
ราคาขายปลีกน้ำมันไม่ได้ประกอบด้วยต้นทุนโรงกลั่นเพียงส่วนเดียว แต่ยังมี ค่าการตลาด ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินส่งเข้ากองทุนต่าง ๆ และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น หากต้องการลดภาระของประชาชนอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องพิจารณาองค์ประกอบทั้งหมดอย่างเป็นระบบ
โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น รัฐอาจพิจารณาใช้มาตรการด้านภาษีเป็นเครื่องมือในการลดแรงกดดันต่อผู้บริโภค แทนการผลักภาระไปยังผู้ประกอบการโรงกลั่น เช่น การทบทวนอัตราภาษีบางประเภทในช่วงเวลาที่เหมาะสม หรือปรับโครงสร้างภาษีให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและราคาพลังงาน
แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้การดูแลราคาพลังงานมีความตรงจุดมากขึ้น และไม่บิดเบือนกลไกตลาดจนกระทบต่อภาคธุรกิจ

รักษาโรงกลั่นน้ำมันไทย เท่ากับรักษาความมั่นคงทางพลังงาน
อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม คือโรงกลั่นในประเทศไม่ใช่แค่โรงงานผลิตน้ำมันแต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่ทำให้ประเทศไทยมีน้ำมันใช้ได้อย่างต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้า และช่วยให้ประเทศรับมือกับภาวะวิกฤตด้านพลังงานได้
หากกติกาทางธุรกิจทำให้โรงกลั่นไทยมีความสามารถในการแข่งขันลดลง ขณะที่โรงกลั่นในประเทศอื่นสามารถดำเนินธุรกิจตามกลไกตลาดได้อย่างเต็มที่ ไทยอาจเผชิญความเสี่ยงในอนาคตจากการสูญเสียขีดความสามารถในการกลั่น และต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปมากขึ้น
นอกจากนี้ กระบวนการกลั่นยังผลิตผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบหลายประเภทที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุตสาหกรรมอื่น เช่น LPG, Naphtha และผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ดังนั้น ผลกระทบจากการลดกำลังการกลั่นจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตลาดน้ำมัน แต่สามารถส่งต่อไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นของประเทศได้
นั่นหมายความว่า การดูแลประชาชนด้วยการจำกัดค่าการกลั่นหรือสร้างข้อจำกัดต่อความสามารถในการแข่งขันของโรงกลั่นในวันนี้ อาจกลายเป็นต้นทุนที่ประเทศต้องจ่ายในวันข้างหน้า หากต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปในช่วงที่ตลาดโลกเกิดภาวะตึงตัว
ดังนั้น
การกำหนดนโยบายพลังงานจึงควรมองให้ไกลกว่าราคาพลังงานในระยะสั้น และต้องคำนึงถึงความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในระยะยาวด้วย กติกาควรเปิดโอกาสให้โรงกลั่นไทยสามารถแข่งขันกับโรงกลั่นในภูมิภาค รักษาการลงทุนและประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนพัฒนาขีดความสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ต้องมีกลไกที่ทำให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานที่เป็นธรรม
เพราะการรักษาโรงกลั่นไทย ไม่ใช่เพียงการรักษาผู้ประกอบการ แต่คือการรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

แข่งขันกับต่างชาติ ต้องมีกติกาเดียวกัน
เมื่อประเทศไทยกำลังเดินหน้าเปิดประเทศ ส่งเสริมการลงทุน และเชื่อมโยงเศรษฐกิจเข้ากับตลาดโลก การกำหนดนโยบายพลังงานก็จำเป็นต้องสอดคล้องกับหลักการแข่งขันระหว่างประเทศ
โรงกลั่นไทยต้องแข่งขันกับโรงกลั่นในภูมิภาคเอเชียที่มีขนาดใหญ่ มีประสิทธิภาพสูง และสามารถเข้าถึงวัตถุดิบและตลาดต่างประเทศได้ หากไทยกำหนดต้นทุนหรือผลตอบแทนของผู้ประกอบการแตกต่างจากกลไกตลาดโลกมากเกินไป ย่อมทำให้ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยลดลง
ในทางกลับกัน หากปล่อยให้ราคาและค่าการกลั่นเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด พร้อมกับสร้างกติกาที่โปร่งใสและเป็นธรรม จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนลงทุนระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับเทคโนโลยี เพื่อแข่งขันกับต่างประเทศได้
จาก “ควบคุมราคา” สู่ “ปรับโครงสร้าง”
โจทย์สำคัญของนโยบายพลังงานไทยจึงอาจไม่ใช่การถามว่า “จะกดค่าการกลั่นได้เท่าไร” แต่ควรถามว่า “จะทำอย่างไรให้โครงสร้างราคาพลังงานของไทยมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากที่สุด”
ภาครัฐควรกลับมาทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินนำส่งกองทุน ต้นทุนการนำเข้า ต้นทุนการกลั่น ไปจนถึงค่าการตลาด เพื่อดูว่าองค์ประกอบใดสามารถปรับลดได้โดยไม่ทำลายกลไกตลาดหรือกระทบความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน ข้อมูลโครงสร้างราคาพลังงานควรถูกสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายและโปร่งใส เพื่อให้เห็นว่าราคาน้ำมันที่จ่ายในแต่ละลิตรประกอบด้วยอะไร และการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันโลก ภาษี และกองทุน ส่งผลต่อราคาหน้าปั๊มอย่างไรเพราะการสร้างความเป็นธรรมด้านพลังงานไม่จำเป็นต้องหมายถึงการควบคุมทุกองค์ประกอบของราคา แต่ควรหมายถึงการออกแบบกติกาที่ทำให้ทุกฝ่ายแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม ผู้บริโภคได้รับราคาที่เหมาะสม และผู้ประกอบการยังมีแรงจูงใจที่จะลงทุนต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามในโลกพลังงานที่มีความผันผวนสูง การใช้นโยบายระยะสั้นเพื่อดูแลราคา บางองค์ประกอบอาจดูเหมือนเป็นทางออกที่รวดเร็ว แต่หากทำต่อเนื่องโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อโครงสร้างอุตสาหกรรม อาจสร้างปัญหามากกว่าแก้ปัญหา
สำหรับธุรกิจโรงกลั่น การปล่อยให้ค่าการกลั่นเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดจึงเป็นหลักการที่สอดคล้องกับแนวทางการค้าเสรีและการแข่งขันในระดับสากล ขณะที่บทบาทของรัฐควรเน้นการกำกับดูแลให้เกิดความโปร่งใส ป้องกันการเอาเปรียบ และดูแลโครงสร้างราคาที่เกี่ยวข้องกับภาษีและกองทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์
เพราะเป้าหมายสุดท้ายของนโยบายพลังงานไม่ควรเป็นเพียงการทำให้ “ราคาน้ำมันวันนี้ถูกลง” แต่ต้องทำให้ประเทศไทยมีระบบพลังงานที่ มั่นคง แข่งขันได้ เป็นธรรม และสามารถรองรับความผันผวนของโลกได้ในระยะยาว
ขณะเดียวกันการรักษาความแข็งแกร่งของโรงกลั่นไทยให้สามารถแข่งขันกับโรงกลั่นต่างประเทศได้ ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศเช่นเดียวกัน