EGCO Group รุกเจาะตลาดไฟฟ้าสหรัฐฯ ชูพอร์ต 1,581 MW คิดเป็น 23% ของกำลังผลิตรวม เน้นยุทธศาสตร์ผสมผสานโรงไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงและพลังงานสะอาด รับอานิสงส์ดีมานด์ AI-Data Center เติบโตอย่างยั่งยืน
ทุกวันนี้ “ไฟฟ้า” เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่มีความต้องการขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดไฟฟ้าสหรัฐอเมริกากำลังเข้าสู่จังหวะการเติบโตรอบใหม่ จากการขยายตัวของ Data Center และเทคโนโลยี AI การลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง ตลอดจนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group เดินหน้าขยายฐานธุรกิจในสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง โดยมองตลาดแห่งนี้ไม่เพียงเป็นแหล่งสร้างรายได้ แต่เป็น “ฐานยุทธศาสตร์” ที่ช่วยกระจายความเสี่ยง สร้างโอกาสเติบโต และเพิ่มความสมดุลให้กับพอร์ตโฟลิโอระหว่างสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ในปัจจุบัน กับธุรกิจพลังงานสะอาดที่มีศักยภาพในอนาคต

จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2564 ด้วยการลงทุนในโรงไฟฟ้า Linden Cogen รัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งตลอดระยะเวลา 5 ปี EGCO Group ได้ต่อยอดพอร์ตการลงทุนในสหรัฐฯ ให้ครอบคลุมทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้าพลังงานลมและแสงอาทิตย์ที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว รวมถึงการลงทุนในผู้พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนรายใหญ่
ทั้งนี้ในเดือนสิงหาคม 2569 การลงทุนในสหรัฐฯ ของ EGCO Group มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 1,581 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 23% ของกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นทั้งหมดของบริษัท สะท้อนบทบาทของตลาดสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในพอร์ตโฟลิโอของ EGCO Group
เลือกลงทุนในตลาดที่มีดีมานด์ไฟฟ้าสูง
กลยุทธ์สำคัญของ EGCO Group คือการเลือกลงทุนบนพื้นฐานของ “คุณภาพของตลาด” มากกว่าการมองเพียงขนาดของประเทศ โดยพิจารณาทั้งความต้องการใช้ไฟฟ้า ความเพียงพอของกำลังผลิต โครงข่ายส่งไฟฟ้า โครงสร้างตลาด ตลอดจนนโยบายพลังงานของแต่ละรัฐ
สำหรับ Linden Cogen โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ตั้งอยู่ในเมืองลินเดน รัฐนิวเจอร์ซีย์ ใกล้โครงข่ายก๊าซธรรมชาติและศูนย์กลางความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่นิวยอร์กและนิวเจอร์ซีย์ โดย EGCO Group เริ่มลงทุนในปี 2564 และเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 38% ในเดือนธันวาคม 2568
Linden Cogen มีรูปแบบรายได้ที่หลากหลาย ทั้งการจำหน่ายไฟฟ้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าในพื้นที่นิวยอร์ก รวมถึงการจำหน่ายไฟฟ้าและไอน้ำภายใต้สัญญาระยะยาวให้แก่โรงกลั่นน้ำมัน Bayway จึงเป็นสินทรัพย์ที่ผสมผสานระหว่างรายได้จากสัญญาระยะยาวและรายได้ที่เชื่อมโยงกับตลาดไฟฟ้า
ขณะเดียวกัน EGCO Group ยังให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของสินทรัพย์ต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยในปี 2566 หน่วยผลิตที่ 6 ของ Linden Cogen ได้รับการปรับปรุงให้สามารถรองรับการผสมก๊าซไฮโดรเจนกับก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 10% สะท้อนการเตรียมความพร้อมทางเทคนิคสำหรับทางเลือกเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำในอนาคต
อีกหนึ่งกลุ่มสินทรัพย์สำคัญคือ Compass ซึ่ง EGCO Group ถือหุ้น 50% ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 3 แห่ง ได้แก่ Marcus Hook ในรัฐเพนซิลเวเนีย และ Milford กับ Dighton ในรัฐแมสซาชูเซตส์ โดย Marcus Hook มีสัญญาระยะยาวในการจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ Long Island Power Authority ควบคู่กับรายได้จากตลาดไฟฟ้าที่เกี่ยวข้อง
สินทรัพย์เหล่านี้ตั้งอยู่ในภูมิภาคที่ความมั่นคงของระบบไฟฟ้ามีความสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าอยู่ในระดับสูง โรงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่นจึงยังมีบทบาทในการสนับสนุนเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนและการทยอยปลดระวางโรงไฟฟ้าเดิม

จาก “ความมั่นคง” สู่ “พลังงานสะอาด”
นอกจากสินทรัพย์ที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว EGCO Group ยังวางยุทธศาสตร์เพื่อรองรับการเติบโตของพลังงานสะอาดในระยะยาว ผ่านการถือหุ้น 17.46% ใน Apex Clean Energy ผู้พัฒนาโครงการพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในรัฐเวอร์จิเนีย
จุดแข็งของ Apex อยู่ที่ความเชี่ยวชาญตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การพัฒนาโครงการ การขออนุญาต การจัดหาเงินทุน การก่อสร้าง ไปจนถึงการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ โดย ณ เดือนมิถุนายน 2569 Apex มีโครงการพลังงานสะอาดระหว่างพัฒนารวมกว่า 43 กิกะวัตต์ และมีโครงการอยู่ระหว่างก่อสร้าง 698 เมกะวัตต์
การเป็นพันธมิตรกับ Apex จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการถือหุ้นในบริษัทพัฒนาโครงการ แต่ยังเป็นช่องทางให้ EGCO Group เข้าถึงโอกาสลงทุนในโครงการพลังงานสะอาดที่หลากหลาย และสามารถพิจารณาร่วมลงทุนในโครงการที่มีความพร้อมและสอดคล้องกับเกณฑ์การลงทุนของบริษัท

หนึ่งในผลลัพธ์ของความร่วมมือดังกล่าวคือการต่อยอดสู่การลงทุนใน กลุ่มโรงไฟฟ้า Pinnacle II กำลังผลิตรวม 251 เมกะวัตต์ ซึ่ง EGCO Group ถือหุ้น 49% ประกอบด้วยโครงการพลังงานลม Downeast Wind ในรัฐเมน และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ Wheatsborough Solar ในรัฐโอไฮโอ ซึ่งเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 2568
การมีทั้งสินทรัพย์พลังงานหมุนเวียนที่เดินเครื่องแล้ว และช่องทางเข้าถึงโครงการใหม่ผ่าน Apex ช่วยสร้างสมดุลระหว่างการสร้างรายได้ในปัจจุบันกับการสร้างโอกาสเติบโตในอนาคต พร้อมสนับสนุนเป้าหมายของ EGCO Group ที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในพอร์ตโฟลิโอเป็น 30% ภายในปี 2573
การเติบโตของ EGCO Group ในสหรัฐฯ ไม่ได้หมายถึงการเพิ่มสินทรัพย์อย่างต่อเนื่องเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับการบริหารพอร์ตโฟลิโอและการจัดสรรเงินทุนอย่างมีวินัย
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการขายหุ้น 49% ในโรงไฟฟ้า RISEC รัฐโรดไอแลนด์ ให้แก่ Shell Energy North America เพื่อนำเงินทุนไปสนับสนุนโอกาสการลงทุนใหม่ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัท
การหมุนเวียนสินทรัพย์ดังกล่าวสะท้อนแนวคิดในการบริหารพอร์ตที่มุ่งสร้างประสิทธิภาพของเงินลงทุน ไม่ใช่เพียงการเพิ่มขนาดธุรกิจ แต่เป็นการเลือกสินทรัพย์และโครงการที่มีศักยภาพ พร้อมนำเงินทุนกลับไปต่อยอดในโอกาสที่เหมาะสมกับทิศทางธุรกิจในระยะยาว

นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group กล่าวว่า “สหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับ EGCO Group เรามุ่งแสวงหาโอกาสลงทุนในโครงการคุณภาพ ทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งสามารถสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า รวมทั้งต่อยอดจุดแข็งของพันธมิตรเพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันในอนาคต”
ธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานเป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยทั้งเงินลงทุนและความเชี่ยวชาญในระยะยาว ดังนั้น การเติบโตของ EGCO Group จึงไม่ได้วัดจากการเพิ่มกำลังผลิตเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการเลือกลงทุนอย่างรอบคอบ การบริหารสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ และการทำงานร่วมกับพันธมิตรที่มีจุดแข็งเสริมกัน เพื่อสร้างคุณค่าที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า และชุมชนในพื้นที่ที่บริษัทดำเนินงาน
สหรัฐฯ กับ “ก้าวต่อไป” ของ EGCO Group
จากโรงไฟฟ้าเพียงแห่งเดียวเมื่อ 5 ปีก่อน วันนี้ EGCO Group ได้พัฒนาพอร์ตโฟลิโอในสหรัฐฯ ให้ครอบคลุมทั้งสินทรัพย์ที่มีบทบาทต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียนที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว ตลอดจนช่องทางการเข้าถึงโครงการพลังงานสะอาดและระบบกักเก็บพลังงานในอนาคต

ทิศทางดังกล่าวสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดไฟฟ้าสหรัฐฯ ที่กำลังเผชิญทั้งความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก Data Center และ AI การขยายตัวของอุตสาหกรรมใหม่ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
EGCO Group จึงยังคงมองหาโอกาสร่วมลงทุนกับพันธมิตรในสินทรัพย์ที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว โครงการระยะพัฒนาที่มีความพร้อมสูง พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนความมั่นคงของระบบไฟฟ้า โดยอาศัยจุดแข็งด้านประสบการณ์การลงทุน การบริหารสินทรัพย์ มาตรฐานธรรมาภิบาล และความสามารถในการทำงานร่วมกับพันธมิตร
เมื่อมองจากวันนี้ไปข้างหน้า “สหรัฐอเมริกา” จึงไม่ได้เป็นเพียงตลาดต่างประเทศของ EGCO Group แต่เป็นหนึ่งในฐานยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมต่อ รายได้และความมั่นคงของวันนี้ เข้ากับโอกาสของพลังงานสะอาดในวันหน้า และเป็นอีกหนึ่งกลไกที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของ EGCO Group อย่างสมดุลและมั่นคงในระยะยาว