ยูโอบีชี้ 3 เมกะเทรนด์ลงทุน AI-จีน-รีอินดัสเทรียล เปิดโอกาสรอบใหม่ในครึ่งหลังปี 69

ยูโอบีชี้ 3 เมกะเทรนด์ลงทุน AI-จีน-รีอินดัสเทรียล เปิดโอกาสรอบใหม่ในครึ่งหลังปี 69
ยูโอบีมองโอกาสใหม่ในดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมคง Overweight หุ้นสหรัฐฯ-เอเชียเกิดใหม่ และลด Duration ตราสารหนี้เหลือ 4-5 ปี หลังเงินเฟ้อยังสูงและเฟดมีแนวโน้มคงดอกเบี้ย

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย มองโอกาสลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเข้าสู่ระยะใหม่ จากเดิมที่เน้นกลุ่มผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์และผู้พัฒนาโมเดล AI ขยายไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการใช้งาน AI ในวงกว้าง ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ชิปหน่วยความจำ ระบบทำความเย็น การผลิตไฟฟ้า และโครงข่ายไฟฟ้า

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยูโอบียังคงให้น้ำหนักหุ้นในระดับ Overweight โดยเน้นตลาดสหรัฐฯ และเอเชียเกิดใหม่ ซึ่งยังได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการภาคธุรกิจและการลงทุนเพื่อรองรับการเติบโตของ AI ขณะที่ปรับลด Duration ของตราสารหนี้ เพื่อรับมือเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงและแนวโน้มธนาคารกลางสหรัฐฯ คงอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี

นายเอเบิล ลิม Head of Deposit and Wealth Management ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า ภาวะการลงทุนในปัจจุบันแตกต่างจากวัฏจักรก่อน ซึ่งเคยอยู่ภายใต้ต้นทุนเงินทุนและเงินเฟ้อระดับต่ำ รวมถึงการค้าโลกที่มีข้อจำกัดน้อยกว่าเดิม โดยแนวทางของธนาคารคือ “Resilience over Perfection” หรือการสร้างพอร์ตที่สามารถรับมือความผันผวนและสร้างโอกาสจากการเติบโตระยะยาว โดยเน้นสินทรัพย์คุณภาพและกระจายความเสี่ยงอย่างมีวินัย

ยูโอบีคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัว 1.7% ในปี 2569 โดยยังมีแรงหนุนจากตลาดแรงงานและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ขณะที่คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ จะอยู่ที่ 3.5% จากแรงกดดันด้านราคาพลังงานและเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ยูโอบีประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569 และอาจเริ่มลดดอกเบี้ยในปี 2570 ทำให้ธนาคารปรับ Duration ที่เหมาะสมของตราสารหนี้จากเดิม 5-7 ปี เหลือ 4-5 ปี พร้อมคงมุมมองตราสารหนี้คุณภาพสูงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้พอร์ต

ยูโอบีมองว่า Agentic AI เป็นหนึ่งใน 3 การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่จะมีอิทธิพลต่อผลตอบแทนการลงทุนในระยะยาว โดยแตกต่างจาก Generative AI ที่เน้นการสร้างข้อมูล เช่น การตอบคำถาม สร้างเนื้อหา และสรุปข้อมูล ขณะที่ Agentic AI สามารถวางแผน ดำเนินงาน เชื่อมต่อซอฟต์แวร์ ดึงข้อมูล ตรวจจับปัญหา และทำกระบวนการต่าง ๆ โดยอัตโนมัติ

พัฒนาการดังกล่าวทำให้โอกาสลงทุนจาก AI ขยายไปตลอดห่วงโซ่ แม้โมเดล AI และเซมิคอนดักเตอร์ยังเป็นส่วนสำคัญ แต่การนำ AI ไปใช้งานในวงกว้างจะเพิ่มความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องใช้ระบบทำความเย็นประสิทธิภาพสูง การรับส่งข้อมูลความเร็วสูง และแหล่งจ่ายไฟที่มีเสถียรภาพ รวมถึง Cloud, Cybersecurity, Memory และระบบเครือข่าย

นายเอเบิลกล่าวว่า AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงซอฟต์แวร์ แต่กำลังพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานในโลกจริงมากขึ้น ทั้งระบบไฟฟ้า การเคลื่อนย้ายข้อมูล และการจัดการความร้อน ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญเมื่อประเมินธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์จากวัฏจักร AI

สำหรับตลาดจีน ยูโอบีมองว่าปัจจัยขับเคลื่อนหุ้น A-shares ในจีนแผ่นดินใหญ่ และ H-shares ในตลาดนอกแผ่นดินใหญ่กำลังแตกต่างกันชัดเจนขึ้น โดยคาดเศรษฐกิจจีนจะเติบโตประมาณ 4.6% มีภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

A-shares ได้แรงสนับสนุนจากนโยบายของรัฐบาลจีนที่มุ่งพัฒนาการผลิตขั้นสูง เซมิคอนดักเตอร์ การพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี และแนวคิด “New Quality Productive Forces” ขณะที่ H-shares มีสัดส่วนบริษัทแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่สูงกว่า ซึ่งบางส่วนยังเผชิญแรงกดดันจากการลงทุนด้านทุนและการแข่งขัน

ยูโอบีจึงมองว่าการลงทุนในจีนควรใช้แนวทางแบบ Barbell โดยผสมผสานบริษัทที่สอดคล้องกับนโยบายอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของจีนเข้ากับหุ้นนอกแผ่นดินใหญ่ที่มีมูลค่าน่าสนใจและมีโอกาสฟื้นตัวของกำไร

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ยูโอบีให้ความสำคัญคือ Strategic Reindustrialisation หรือการกลับมาลงทุนในกำลังการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคงด้านพลังงาน และการแข่งขันทางเทคโนโลยี ทำให้รัฐบาลและภาคธุรกิจให้น้ำหนักกับความยืดหยุ่นและความมั่นคงมากขึ้น จากเดิมที่ระบบการผลิตทั่วโลกให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและการถือสินค้าคงคลังให้น้อยที่สุด หรือ “Just in Time” กำลังเปลี่ยนไปสู่ “Just in Case”

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนระยะหลายปีในโครงข่ายไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน พลังงานสะอาด วัตถุดิบสำคัญ และอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์

สำหรับการจัดพอร์ตช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยูโอบียังคงให้น้ำหนักหุ้นระดับ Overweight โดยเน้นบริษัทคุณภาพที่มีกำไรแข็งแกร่ง และให้น้ำหนักมากกว่าตลาดในหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ขณะเดียวกันยังคง Overweight หุ้นเอเชียเกิดใหม่ ซึ่งโอกาสลงทุนเริ่มขยายจากกลุ่มเทคโนโลยีไปสู่อุตสาหกรรมอื่นตามการฟื้นตัวของกำไร

ตราสารหนี้ยังคงมุมมอง Neutral โดยเน้น Investment Grade และลด Duration เฉลี่ยจาก 5-7 ปี เหลือ 4-5 ปี เพื่อสร้างสมดุลระหว่างผลตอบแทนที่ยังน่าสนใจกับความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยที่อาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าคาด

ส่วนทองคำ ยูโอบีคงมุมมอง Neutral โดยมองว่าราคาในระยะสั้นยังอ่อนไหวต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่ยังมีบทบาทเป็นสินทรัพย์สำหรับกระจายความเสี่ยงและเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะยาว โดยให้เป้าหมายราคาทองคำที่ 4,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในไตรมาส 4 ปี 2569 และ 4,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในไตรมาส 1 ปี 2570 ตามมุมมอง ณ วันที่ 2 กรกฎาคม 2569

สำหรับนักลงทุนไทย ยูโอบีมองว่าการกระจายความเสี่ยงควรครอบคลุมแหล่งที่มาของผลตอบแทนที่แตกต่างกัน ทั้งกำไรจากบริษัทคุณภาพ ธีมการเติบโตเชิงโครงสร้าง รายได้จากตราสารหนี้ และสินทรัพย์ที่ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตในช่วงที่เศรษฐกิจหรือตลาดเผชิญแรงกดดัน

ทั้งนี้ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

TAGS: #ยูโอบี #UOB #ลงทุน #การลงทุน #AI #ArtificialIntelligence #AgenticAI