UOB ชี้ 5 ประเด็นที่SME ไทย เปลี่ยนโจทย์จาก “โตเร็ว” สู่ “โตอย่างมีคุณภาพและยืดหยุ่น”

UOB ชี้ 5 ประเด็นที่SME ไทย เปลี่ยนโจทย์จาก “โตเร็ว” สู่ “โตอย่างมีคุณภาพและยืดหยุ่น”
UOB ชี้ 5 ประเด็นที่ SME ควรให้ความสำคัญปรับมุมมองจากการเร่งยอดขายและขยายธุรกิจ สู่การสร้าง “คุณภาพของการเติบโต” พร้อมเสริมความยืดหยุ่นทางธุรกิจ รับมือความผันผวนของเศรษฐกิจ ต้นทุนสูง

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย แนะผู้ประกอบการ SME ไทยทบทวนแนวทางการเติบโตในปี 2569 ท่ามกลางต้นทุนแรงงานและพลังงานที่อยู่ในระดับสูง เศรษฐกิจโลกผันผวน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ห่วงโซ่อุปทานไม่แน่นอน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ชี้ความสามารถในการบริหารกระแสเงินสด เข้าถึงแหล่งเงินทุน ปรับตัวต่อความเสี่ยง และใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความแข็งแรงของธุรกิจ

นางรุ่งทิพย์ อังคศิริสรรพ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Risk Officer (CRO) ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการ SME จำนวนมากคุ้นเคยกับการวัดความสำเร็จจากยอดขาย การขยายสาขา การเพิ่มกำลังการผลิต หรือการเพิ่มฐานลูกค้า แต่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 คำถามสำคัญอาจเปลี่ยนจาก “ธุรกิจจะเติบโตได้เร็วแค่ไหน” เป็น “ธุรกิจจะเติบโตได้อย่างมั่นคงท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างไร”

ปัจจุบันความไม่แน่นอนกลายเป็นบริบทปกติของการดำเนินธุรกิจ ทั้งต้นทุนแรงงานและพลังงาน ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น

สำหรับ SME ซึ่งมีเงินทุนสำรองและอำนาจต่อรองกับคู่ค้าและซัพพลายเออร์น้อยกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ แรงกดดันเหล่านี้จึงส่งผลกระทบได้มากกว่า ความสามารถในการบริหารกระแสเงินสด การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อความแข็งแรงของธุรกิจ

นางรุ่งทิพย์ระบุว่า “Resilience” หรือความยืดหยุ่นของธุรกิจ ไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทั้งหมด แต่คือความสามารถในการมองเห็นความเสี่ยงล่วงหน้า เตรียมแผนรองรับ และปรับตัวได้ทันเมื่อเงื่อนไขของตลาดเปลี่ยนไป การสร้าง Operational Agility and Resilience หรือความคล่องตัวและความสามารถในการปรับตัว จึงเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด โดยยังรักษาสมดุลทางการเงินและความต่อเนื่องของธุรกิจไว้ได้

5 ประเด็นสำคัญที่ SME ควรให้ความสำคัญในปี 2569

1. กระแสเงินสดและเงินทุนหมุนเวียน

ในภาวะที่ผู้บริโภคและคู่ค้าระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น SME อาจต้องเผชิญกับรอบการเก็บเงินที่ยาวขึ้น การชำระเงินล่าช้า และยอดขายที่ผันผวน ขณะที่ต้นทุนแรงงาน พลังงาน และวัตถุดิบยังอยู่ในระดับสูง

ผู้ประกอบการจึงควรติดตามสถานะลูกหนี้การค้าอย่างใกล้ชิด เจรจาเงื่อนไขเครดิตให้สอดคล้องกับรอบเงินสด และระมัดระวังไม่ให้ยอดขายเติบโตเร็วกว่าความสามารถในการเก็บเงิน เพราะธุรกิจที่บริหารเงินสดได้ดีจะมีความยืดหยุ่นในการรับมือกับความผันผวนมากกว่า

2. การเข้าถึงแหล่งเงินทุน

เมื่อเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น สถาบันการเงินให้ความสำคัญกับคุณภาพข้อมูลทางการเงิน ความสามารถในการชำระหนี้ และความชัดเจนของแผนธุรกิจมากขึ้น

SME ที่จัดทำเอกสารทางการเงินอย่างเป็นระบบ รักษาวินัยในการชำระเงิน และวางแผนความต้องการเงินทุนล่วงหน้า จะมีความพร้อมมากกว่าในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม การวางแผนด้านเงินทุนจึงควรเริ่มตั้งแต่ช่วงที่ธุรกิจยังบริหารจัดการได้ดี ไม่ใช่รอจนถึงวันที่ต้องใช้เงินทุนเร่งด่วน

3. ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน

การพึ่งพาซัพพลายเออร์รายเดียว ตลาดเดียว หรือแหล่งวัตถุดิบเพียงแห่งเดียว อาจกลายเป็นความเสี่ยงเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้น ความล่าช้าในการนำเข้า หรือการขาดแคลนวัตถุดิบ

SME จึงควรเตรียมแหล่งจัดซื้อสำรอง กระจายความเสี่ยงของคู่ค้า และประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการดำเนินธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ

4. รายได้และความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลง

ผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า คุณภาพ ประสบการณ์ และความน่าเชื่อถือของสินค้าและบริการมากขึ้น การแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ

ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจลูกค้าแต่ละกลุ่มให้ลึกขึ้น ทบทวนคุณค่าหลักของธุรกิจ และปรับสินค้า บริการ หรือช่องทางการขายให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป ธุรกิจที่มีฐานลูกค้าหลากหลายและเข้าใจความต้องการของลูกค้า จะมีความพร้อมมากกว่าในการรับมือกับความผันผวนระยะยาว

5. การใช้ AI อย่างปลอดภัยควบคู่กับระบบอัตโนมัติ

การนำ AI และระบบอัตโนมัติมาใช้กับงานสนับสนุนองค์กร เช่น งานบัญชี การบริหารค่าตอบแทน การจัดการสินค้าคงคลัง และการดูแลฐานข้อมูลลูกค้า สามารถช่วยลดต้นทุน เพิ่มความแม่นยำ และทำให้ SME นำทรัพยากรไปใช้กับการเติบโตและนวัตกรรมได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยีต้องมาพร้อมกับมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลและกรอบการกำกับดูแลข้อมูล หรือ Data Governance ที่เหมาะสม เพื่อสร้างความไว้วางใจและรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจในช่วงที่การดำเนินงานเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างรวดเร็ว

ท่ามกลางความไม่แน่นอน การรักษาเงินทุน หรือ Capital Preservation เป็นอีกวินัยสำคัญของ SME ผู้ประกอบการควรทำ Stress Test กับธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ เช่น หากยอดขายลดลง 20-25% ลูกค้ารายใหญ่ชำระเงินล่าช้า 60-90 วัน หรือต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน ธุรกิจจะยังรักษาสภาพคล่องได้หรือไม่

การทดสอบดังกล่าวช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นจุดเปราะบางของธุรกิจเร็วขึ้น และสามารถวางแผนรับมือได้ ทั้งการปรับโครงสร้างต้นทุน การบริหารลูกหนี้ การสำรองเงินสด การเจรจาเงื่อนไขกับคู่ค้า และการจัดลำดับความสำคัญของการลงทุนใหม่

ในช่วงเศรษฐกิจผันผวน SME ยังควรให้ความสำคัญกับธุรกิจหลักที่สร้างผลตอบแทนสูง ระมัดระวังการขยายธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูงแต่ยังไม่ชัดเจนเรื่องผลตอบแทน ขณะเดียวกัน การลงทุนในเทคโนโลยี ระบบบัญชี การบริหารข้อมูลลูกค้า ช่องทางดิจิทัล และการพัฒนาทักษะบุคลากร อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดกิจกรรมที่ใช้ทรัพยากรมากแต่ให้ผลตอบแทนต่ำ

ดังนั้น Resilience จึงไม่ได้หมายถึงการตั้งรับหรือชะลอการเติบโต แต่คือการใช้ทรัพยากรอย่างมีวินัย เพื่อให้ธุรกิจมีความพร้อมรับมือความเสี่ยง และยังสามารถลงทุนเมื่อโอกาสที่เหมาะสมมาถึง

ในมุมมองของธนาคารพาณิชย์ บทบาทในการสนับสนุน SME เปลี่ยนจากการเป็นเพียงแหล่งเงินทุน สู่การเป็นพันธมิตรที่ช่วยผู้ประกอบการมองเห็นความเสี่ยงล่วงหน้า วางแผนเงินทุน และเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินให้เหมาะสมกับจังหวะการเติบโต

ความเสี่ยงของธุรกิจในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย ต้นทุนการนำเข้า ห่วงโซ่อุปทาน และการขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดในภูมิภาคอาเซียน

ธนาคารที่เข้าใจธุรกิจ SME อย่างลึกซึ้งจึงสามารถมีบทบาทมากกว่าการให้สินเชื่อ โดยช่วยประเมินความพร้อม วางแผนทางการเงิน เลือกโซลูชันที่เหมาะสม และเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจผ่านเครือข่ายที่กว้างขึ้น

นอกจากการบริหารสภาพคล่องและความเสี่ยงระยะสั้น การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำกำลังเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของ SME ในระยะยาว

การยกระดับกระบวนการทำงานด้วยเทคโนโลยี การบริหารข้อมูล และการประเมินความพร้อมด้านความยั่งยืน จะช่วยให้ธุรกิจเตรียมพร้อมต่อโอกาสใหม่ในอนาคต โดยเครื่องมือและโครงการสนับสนุน เช่น UOB Sustainability Compass และ UOB FinLab มีบทบาทช่วยผู้ประกอบการประเมินธุรกิจ วางแนวทางการปรับตัว ยกระดับสู่ดิจิทัล และพัฒนาศักยภาพที่จำเป็นต่อการแข่งขัน

ปี 2569 จึงเป็นช่วงเวลาที่ SME ไทยต้องทบทวนความหมายของการเติบโตอีกครั้ง การเติบโตที่มีคุณภาพไม่ได้วัดจากยอดขายหรือการขยายตัวเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการบริหารกระแสเงินสด ควบคุมต้นทุน กระจายความเสี่ยง เข้าถึงเงินทุน และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับ SME ความยืดหยุ่นจึงเป็นทั้งเครื่องมือรับมือความเสี่ยงและปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขัน ธุรกิจที่มีแผน มีวินัยทางการเงิน และพร้อมปรับตัว จะมีโอกาสรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจและคว้าโอกาสใหม่ได้ แม้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา.

TAGS: #UOB #UOBThailand #SME #SMEไทย #ธุรกิจSME #ผู้ประกอบการ #ธุรกิจไทย #เศรษฐกิจไทย