ก้าวสำคัญของนวัตกรรมไทยNIA พลิกโฉมจาก "ผู้ให้ทุน" สู่ "ผู้ร่วมลงทุน" ผ่านกลไก "NIA Venture" ร่วมแชร์ความเสี่ยงกับเอกชนตั้งแต่ระยะ Seed ถึง Series C มุ่งดัน 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายหนุนสตาร์ตอัปและSME
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เผยก้าวสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ในการพลิกโฉมระบบนิเวศสตาร์ตอัปและนวัตกรรมไทย หลังการประกาศใช้ “พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569” ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเป็นการปลดล็อกบทบาทให้ NIA มีเครื่องมือในการส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมได้หลากหลายมากขึ้น ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องต่อไปนี้:
-
การร่วมลงทุน
-
การถือหุ้น
-
การเข้าร่วมทุนในกองทรัสต์เพื่อประกอบกิจการเงินร่วมลงทุนได้อย่างเต็มรูปแบบ
การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้เป็นการมุ่งปรับเปลี่ยนบทบาทครั้งสำคัญจากเดิมที่เป็น “ผู้ให้ทุน” สู่การเป็น “ผู้ร่วมลงทุน” ที่พร้อมจะแบ่งปันความเสี่ยงร่วมกับผู้ประกอบการ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้งานวิจัยและนวัตกรรมสามารถออกสู่ตลาดได้อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ช่วยให้สตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีไทยมีศักยภาพที่มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้ฝั่งของ VC (Venture Capital) และ CVC (Corporate Venture Capital) กล้าที่จะเข้ามาลงทุนมากขึ้น เนื่องจากมีภาครัฐเข้ามาร่วมรับความเสี่ยงด้วย ซึ่งส่งผลดีต่อภาพรวมของระบบนิเวศการลงทุนของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ได้เปิดเผยรายละเอียดว่า ตามที่ราชกิจจานุเบกษาได้มีการเผยแพร่ 'พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 และกำหนดให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไปนั้น
กฎหมายฉบับใหม่นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญยิ่งของระบบนวัตกรรมไทย จากเดิมที่ NIA จะมีบทบาทหลักในการสนับสนุนสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีผ่านรูปแบบของเงินทุนให้เปล่า หรือเงินทุนอุดหนุนโครงการเป็นหลัก รวมถึงการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม แต่จากนี้ไป NIA จะสามารถใช้กลไกด้านการลงทุนผ่าน “NIA Venture” ในลักษณะของเงินทุนกระตุ้น (Catalytic Capital) เพื่อทำหน้าที่ดึงดูดเงินทุนจากภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมลงทุนด้วย โดย NIA มีอำนาจและสามารถดำเนินการลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมได้ในหลากหลายรูปแบบ ดังนี้:
-
การลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมในรูปแบบกองทุนทรัสต์
-
การลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมที่มีศักยภาพสูงในรูปแบบการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์โดยตรง
-
การลงทุนในลักษณะของการสมทบกับกองทุนอื่น
-
การร่วมลงทุนกับภาคเอกชน
กลไกเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนธุรกิจในระยะเริ่มต้น ตั้งแต่ระยะ Seed ไปจนถึง Series C ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ สามารถทดสอบตลาด และต่อยอดธุรกิจให้เติบโตได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงให้กับภาคเอกชน และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีไทย พร้อมทั้งช่วยผลักดันให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยสามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดและยั่งยืน ตลอดจนสร้างผลตอบแทนเชิงเศรษฐกิจให้กับประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ NIA ยังสามารถสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจที่อยู่ในช่วงของการขยายกิจการ ผ่านกลไกการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อเสริมศักยภาพของธุรกิจนวัตกรรมให้เติบโตสู่ระดับที่พร้อมแข่งขันได้ทั้งในตลาดทุนและในตลาดสากล

สำหรับการดำเนินงานดังกล่าว NIA ได้มีการวางกรอบการจัดสรรเงินลงทุนเบื้องต้นเอาไว้ทั้งหมด 3 รูปแบบ โดยมีรายละเอียดและสัดส่วนดังต่อไปนี้
รูปแบบแรกคือ PE Trust ในสัดส่วนร้อยละ 40 สำหรับการร่วมลงทุนผ่านกองทุนทรัสต์ในกิจการของสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยเน้นในธุรกิจระยะ Series A – IPO เพื่อสร้างการเติบโตและเชื่อมต่อเข้าสู่ตลาดทุน
รูปแบบที่สองคือ Holding Company ในสัดส่วนร้อยละ 30 จะเป็นการร่วมลงทุนในกิจการของสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพสูง ผ่านทางการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ไปยัง Holding Company ของสถาบันการศึกษา หรือของภาคเอกชน หรือการลงทุนสมทบกองทุนอื่น (Fund of Funds, FOF) เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศการลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมที่มีความหลากหลาย
และรูปแบบที่สามคือ Corporate Co – Funding ในสัดส่วนร้อยละ 30 เป็นการสนับสนุนเงินทุนร่วมกันกับนักลงทุนที่ได้รับการรับรองจาก NIA (Listed investor) ให้กับธุรกิจนวัตกรรมในระยะ Seed – Series A


ในการนี้ NIA จะมุ่งเน้นการลงทุนไปในกลุ่ม 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ประกอบไปด้วย:
-
อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร
-
ธุรกิจสุขภาพและสุขภาวะ
-
เศรษฐกิจหมุนเวียน
-
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
-
เศรษฐกิจสร้างสรรค์

ทั้งนี้ ภาครัฐไม่ได้มีวัตถุประสงค์มุ่งสร้างผลกำไรจากการเข้าถือหุ้น หรือต้องการเข้าไปแข่งขันกับนักลงทุนในตลาดแต่อย่างใด ทว่าต้องการใช้การลงทุนนี้เป็นเครื่องมือในการช่วยลดความเสี่ยงให้กับสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีในช่วงระยะเริ่มต้น โดยจะเข้าไปเติมเต็มช่องว่างในช่วงที่ธุรกิจยังคงมีความเสี่ยงสูง เพื่อให้ธุรกิจเหล่านั้นสามารถขับเคลื่อนและเติบโตต่อไปได้
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ได้กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า การยกระดับบทบาทของ NIA ในครั้งนี้ จะช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อระบบนิเวศนวัตกรรมไทยในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น:
-
การเพิ่มศักยภาพของสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีไทย
-
การผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมให้ออกจากห้องปฏิบัติการ (Lab) สู่การนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์
-
การเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบ Venture Capital ของประเทศ
-
การสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนด้านนวัตกรรมมากยิ่งขึ้น
ในระยะยาว กลไกนี้ยังจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะที่เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของการลงทุนด้านนวัตกรรม และจะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับแก้มาตราทางกฎหมายเท่านั้น แต่คือการเปิดประตูเศรษฐกิจนวัตกรรมไทยไปสู่อนาคต และยังเป็นการเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐจากเดิมที่เป็นผู้ให้ทุน ให้กลายมาเป็นผู้กระตุ้นตลาดทุนสำหรับธุรกิจนวัตกรรม ซึ่งหากกลไกนี้สามารถขับเคลื่อนได้อย่างเต็มรูปแบบแล้ว จะส่งผลให้ประเทศไทยมีสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพที่สูงขึ้น เกิดการจ้างงานในกลุ่มทักษะสูง และทำให้นักลงทุนต่างชาติหันมามองประเทศไทยในฐานะตลาดสตาร์ตอัปที่จริงจังและน่าเข้ามาลงทุนที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคนี้เลยทีเดียว