“วราวุธ” จับมือบราซิล-อินเดีย ดัน CCUS นับคาร์บอนเครดิต ชูโรงงานน้ำตาลอุดรฯ ต้นแบบ BCG สู้กติกาโลก

“วราวุธ” จับมือบราซิล-อินเดีย ดัน CCUS นับคาร์บอนเครดิต ชูโรงงานน้ำตาลอุดรฯ ต้นแบบ BCG สู้กติกาโลก
“วราวุธ” เตรียมจับมือ “บราซิล-อินเดีย” ดันเทคโนโลยี CCUS ในอุตสาหกรรมน้ำตาลนับเป็นคาร์บอนเครดิต ชู “โรงงานน้ำตาลไทยอุดรธานี” ต้นแบบ BCG ก้าวข้ามกำแพงการค้าโลก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมเดินสายเจรจาสองมหาอำนาจผู้ส่งออกน้ำตาลโลก “บราซิล-อินเดีย” ร่วมผลักดันกติการะดับสากล ให้การดักจับและใช้ประโยชน์จากคาร์บอน (CCUS) ในกลุ่มชีวภาพสามารถนับเป็นคาร์บอนเครดิตได้ หวั่นผู้ประกอบการไทยเจอมาตรการกีดกันทางการค้า (CBAM) หลังบริบทโลกเปลี่ยนเร็ว พร้อมยกเคส “โรงงานน้ำตาลไทยอุดรธานี” เป็นโมเดลความสำเร็จด้าน BCG และ ESG ครบวงจร มุ่งขยายผลสู่ SMEs ทั้งระบบ

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของ บริษัท น้ำตาลไทยอุดรธานี จำกัด (กลุ่ม TSM) โดยระบุว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยมีความแข็งแกร่งและปรับตัวได้ดีมาก แม้ในฤดูกาลปี 2568/2569 ปริมาณอ้อยเข้าหีบจะลดลงเล็กน้อยจากปัญหาโรคในพันธุ์อ้อย แต่โรงงานแห่งนี้สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการส่งเสริมการรับอ้อยสดทดแทนการเผา ซึ่งสะท้อนการนำแนวคิด BCG Economy และ ESG มาปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม

แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะรั้งตำแหน่งผู้ส่งออกน้ำตาลอันดับ 3 ของโลก แต่ความท้าทายสำคัญคือมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ที่คู่ค้าให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและธรรมาภิบาล รมว.อุตสาหกรรม ชี้ว่า หากผู้ประกอบการไทยไม่เร่งปรับตัวอาจถูกกีดกันทางการค้าในอนาคต

ทั้งนี้ โรงงานน้ำตาลไทยอุดรธานี ได้เริ่มสกัดและดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกำเนิดด้วยเทคโนโลยี CCUS (Carbon Capture and Utilization and Storage) เพื่อนำไปจำหน่ายต่อให้บริษัทผลิตน้ำอัดลมรายใหญ่ (โค้ก) รวมถึงผลิตน้ำแข็งแห้ง (Dry Ice) ทว่าในปัจจุบัน องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก. หรือ TGO) ยังไม่สามารถนับส่วนนี้เป็นคาร์บอนเครดิตได้ เนื่องจากกฎเกณฑ์สากลมองว่าผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลจัดอยู่ในกลุ่มชีวภาพ (Bio-industry) อยู่แล้ว

“เราเตรียมรวบรวมข้อมูลและกฎกติกาที่ไทยทำได้ เพื่อนำไปหารือกับบราซิลและอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ หาก 3 ประเทศหลักจับมือและเห็นพ้องตรงกัน ก็จะสามารถสร้างแรงกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานโลกในอนาคตได้” นายวราวุธ กล่าว

สำหรับโรงงานน้ำตาลไทยอุดรธานี ถือเป็นต้นแบบของการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยนำผลพลอยได้และเศษวัสดุเหลือใช้ เช่น ชานอ้อยและเถ้าชีวมวล กลับมาสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) เป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่เอทานอล พลังงานชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์ ซิลิกา ไปจนถึงนวัตกรรมขั้นสูงอย่าง คาร์บอนคอมโพสิต และ กราฟีน รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำตาลไขมันต่ำตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งหลายผลิตภัณฑ์มีมูลค่าเชิงพาณิชย์สูงกว่าตัวน้ำตาลทรายเองด้วยซ้ำ

จากการที่โรงงานสามารถแตกไลน์การผลิตไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงอื่น ๆ นอกเหนือจากน้ำตาล ทำให้นำมาสู่ข้อถกเถียงเรื่องระบบส่วนแบ่งผลประโยชน์อ้อยตาม พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย

  • ระบบปัจจุบัน (70 : 30): รายได้จากการขายน้ำตาลทรายและผลพลอยได้หลัก จะจัดสรรให้เกษตรกรชาวไร่อ้อย 70% และโรงงานน้ำตาล 30%

  • ข้อจำกัดทางธุรกิจ: การต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น เอทานอล หรือกระแสไฟฟ้า เกิดจากการที่โรงงานยอมแบกรับความเสี่ยงและลงทุนเองเป็นมูลค่าหลักพันล้านบาท

  • แนวทางในอนาคต: หากชาวไร่อ้อยต้องการส่วนแบ่งจากผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น ทางโรงงานอาจต้องเจรจาขอยื่นเงื่อนไขปรับสัดส่วนในระบบหลักเป็น 60 : 40 แทน ซึ่งประเด็นนี้ยังคงต้องศึกษาและหาข้อตกลงร่วมกันระหว่างทั้งสองฝ่ายต่อไป

อย่างไรก็ตาม นายวราวุธ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเปลี่ยนผ่านไปสู่โมเดลธุรกิจความยั่งยืนเช่นนี้จำเป็นต้องใช้เงินทุนและเทคโนโลยีสูงมาก ภาครัฐจึงมีหน้าที่สำคัญในการเข้าไปสนับสนุน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้มีความพร้อมและเข้าใจในมาตรฐานสิ่งแวดล้อมสากล เพื่อพลิกโฉมประเทศไทยจากการส่งออกวัตถุดิบราคาถูก ไปสู่การเป็นผู้ส่งออกสินค้ามูลค่าสูงจากฐานทรัพยากรการเกษตรที่มีอยู่อย่างมั่นคงนั่นเอง

TAGS: #กระทรวงอุตสาหกรรม #วราวุธศิลปอาชา #CCUS #BCGEconomy #ESG #โรงงานน้ำตาลไทยอุดรธานี #SMEs