ผู้เลี้ยงกุ้งระส่ำหนัก! หลังมาเลย์สั่งแบนกุ้งไทย ราคาดิ่งรายวันเหลือโลละ 120 บ. สวนทางต้นทุน 135 บ. ยอมจับขายตัดขาดทุนบ่อละ 3 แสน ดีกว่าฝืนเลี้ยงต่อ วอนรัฐช่วยชดเชยโลละ 20 บาท และคุมราคาค่าไฟ-ค่าแก๊ส
วิกฤตราคากุ้งดิ่งเหวพ่นพิษหนัก เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดตรังและภาคใต้ระส่ำ หลังประเทศมาเลเซียประกาศสั่งงดนำเข้ากุ้งจากประเทศไทย ส่งผลฉุดราคากุ้งร่วงรายวัน สวนทางต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง ล่าสุดบ่อกุ้งถอดใจยอมเร่งจับขายตัดขาดทุนดีกว่าฝืนเลี้ยงต่อ ด้านเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศตบเท้าบุกกรมประมงวันนี้ (๔ มิ.ย. ๒๕๖๙) จี้รัฐชดเชยเร่งด่วนกิโลกรัมละ ๒๐ บาท พร้อมรื้อโครงสร้างห่วงโซ่การผลิต
จากการลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์การเลี้ยงกุ้งในพื้นที่จังหวัดตรัง พบว่าเกษตรกรหลายรายต้องยอมจำนนต่อราคากลไกตลาดที่ตกต่ำ โดยรีบติดต่อแพรับซื้อเพื่อจับกุ้งขายทันทีที่มีโอกาส เนื่องจากเกรงว่าหากฝืนเลี้ยงต่อไปเพื่อให้ได้ขนาด (ไซส์) ที่ใหญ่ขึ้น อาจต้องแบกรับภาระและเผชิญภาวะขาดทุนสะสมที่รุนแรงกว่าเดิม
นางนวพรรษ คลังทิพรัตน์ เกษตรกรเจ้าของบ่อกุ้งในจังหวัดตรัง สะท้อนความเดือดร้อนต่อผู้สื่อข่าวว่า ตนเองเพิ่งจำใจจับกุ้งจำนวน ๑ บ่อ น้ำหนักรวมประมาณ ๘ ตัน (ขนาดประมาณ ๖๕ ตัวต่อกิโลกรัม) ส่งขายให้กับแพรับซื้อในราคาเพียงกิโลกรัมละ ๑๒๐ บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตจริงซึ่งอยู่ที่กิโลกรัมละ ๑๓๕ บาท
"จากเดิมกุ้งไซส์นี้เคยขายได้สูงถึงกิโลกรัมละ ๑๔๐ บาท แต่ตอนนี้ราคาตกลงมาเหลือแค่ ๑๒๐ บาท เท่ากับว่าจับกุ้งขายบ่อนี้บ่อเดียว ตนเองต้องแบกรับภาระขาดทุนทันที ๒๐๐,๐๐๐ ถึง ๓๐๐,๐๐๐ บาท" นางนวพรรษ กล่าว
เจ้าของบ่อกุ้งรายนี้ระบุเพิ่มเติมว่า นับตั้งแต่ตลาดมาเลเซียสั่งระงับการนำเข้ากุ้งจากไทย โดยเฉพาะกุ้งจากแถบจังหวัดตรัง สตูล และสงขลา ราคาก็ทรุดฮวบลงแบบรายวัน สวนทางกับค่าพันธุ์กุ้ง ค่าอาหาร และปัจจัยการผลิตอื่น ๆ จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเข้ามาพยุงสถานการณ์ด้วยการประกันราคากุ้ง และมีมาตรการควบคุมราคาปัจจัยการผลิตไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นไปมากกว่านี้
ด้าน นางลลิตา สายเงิน แม่ค้ารับซื้อกุ้ง (แพกุ้ง) ที่ตระเวนรับซื้อผลผลิตในพื้นที่ เปิดเผยว่า จากการเดินทางไปพบปะเกษตรกรตามบ่อต่างๆ พบว่าผู้เลี้ยงกุ้งกำลังเผชิญหน้ากับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส เกษตรกรรายใหญ่หลายรายเริ่มขยับตัวด้วยการลดพื้นที่การเลี้ยงลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น จากเดิมที่เคยเดินหน้าเลี้ยงพร้อมกัน ๗ - ๘ บ่อ ปัจจุบันยอมเหลือทิ้งไว้เพียง ๑ - ๒ บ่อเท่านั้น เพื่อจำกัดความเสี่ยงและประคองให้ลูกน้องในฟาร์มยังมีงานทำต่อไปได้ในสภาวะวิกฤตเช่นนี้
วันเดียวกัน (๔ มิ.ย.) มีรายงานว่า เครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศ ได้รวมตัวเดินทางเข้าพบอธิบดีกรมประมง เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนส่งต่อไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเสนอแนวทางการช่วยเหลือออกเป็น ๒ ระยะ ดังนี้:
๑. มาตรการระยะสั้น (เร่งด่วน):
-
ขอให้รัฐบาลเร่งรณรงค์และส่งเสริมการบริโภคกุ้งภายในประเทศอย่างจริงจัง
-
อุดหนุนเงินช่วยเหลือเยียวยาตรงถึงเกษตรกรในอัตรา กิโลกรัมละ ๒๐ บาท ซึ่งเป็นมาตรการที่รัฐเคยนำมาใช้แก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำในอดีตและประสบความสำเร็จมาแล้ว
๒. มาตรการระยะยาว (ยั่งยืน):
-
ปฏิรูปและแก้ไขโครงสร้างห่วงโซ่การผลิตกุ้งทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ
-
ควบคุมราคาปัจจัยการผลิตที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ราคาพันธุ์กุ้ง, ค่ากระแสไฟฟ้าในภาคการเกษตร และค่าก๊าซหุงต้ม
-
วางยุทธศาสตร์การตลาดเชิงรุกเพื่อหาตลาดต่างประเทศใหม่ ๆ มารองรับให้ชัดเจน เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งและป้องกันการถูกกดราคาวันข้างหน้า
-
ปริมาณผลผลิตในฉากจำลอง: ๘ ตัน (๘,๐๐๐ กิโลกรัม) ต่อบ่อ
-
ราคาขายเดิม: ๑๔๐ บาท / กิโลกรัม
-
ราคาขายปัจจุบัน: ๑๒๐ บาท / กิโลกรัม (ส่วนต่างติดลบ ๒๐ บาท)
-
ต้นทุนเกษตรกร: ๑๓๕ บาท / กิโลกรัม (ขายขาดทุนเนื้อ ๆ ๑๕ บาทต่อกิโลกรัม)
-
มูลค่าความสูญเสีย: ขาดทุนเฉลี่ยบ่อละ ๒๔๐,๐๐๐ บาท