‘วีระพงษ์’เดินเกมผลักดันการเจรจา FTA ไทย–EU เสริมความเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทาน เตรียมตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนฯเร่งรัดขบวนการกำหนดท่าทีให้ชัดเจน
นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย เปิดเผยถึงการหารือกับนายคริสตอฟ ฮันเซน กรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและอาหาร (European Commisioner for Agriculture and Food) ในโอกาสที่นายฮันเซนนำคณะนักธุรกิจยุโรปกว่า 200 คน เดินทางเยือนไทยเพื่อเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหาร และเครื่องดื่มระดับโลก THAIFEX-ANUGA ASIA 2026 ว่า ประเด็นที่หารือคือ เรื่องการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ระหว่างไทยและสหภาพยุโรป (European Union: EU) ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ทั้งภาครัฐและเอกชน ของทั้งสองฝ่ายให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ได้แลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นสำคัญภายใต้ การเจรจา FTA ไทย–EU ซึ่งรวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับด้านเกษตร เช่น การเข้าสู่ตลาดสินค้าเกษตรและอาหาร (Market Access) มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Sanitary and Phytosanitary Measures: SPS) และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GIs) รวมทั้งเห็นพ้องว่า FTA จะช่วยส่งเสริมการค้าการลงทุนการพัฒนาเศรษฐกิจ
ตลอดจนช่วยยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและเชื่อถือได้ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกและระบบการค้าระหว่าง ประเทศเผชิญความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยฝ่ายไทยให้ความสำคัญกับการจัดทำความตกลงที่มีคุณภาพ เปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม และก่อให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุลต่อภาคธุรกิจ เกษตรกร และผู้ประกอบการ SMEs ของทั้งสองฝ่าย
นายวีระพงษ์ กล่าวว่า การจัดทำ FTA กับ EU ถือเป็นความตกลงที่มีมาตรฐานสูงกว่าความตกลงที่ไทย เคยจัดทำในอดีต จึงจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิดจากทุกภาคส่วนของไทย โดยไทย อยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการเจรจา FTA ไทย–EU มีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) เป็นประธาน เพื่อเร่งรัดกระบวนการ กำหนดท่าทีการเจรจา และ ประสานการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นเอกภาพ ตลอดจนสนับสนุนให้การเจรจาสามารถ บรรลุผลสำเร็จได้โดยเร็ว
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการเกษตรและอาหาร โดยเห็นว่า FTA ไทย-EU จะช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้า และเสริมสร้างขีดความสามารถ ในการแข่งขันของภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารของไทย และยังได้หารือเรื่องการส่งเสริมความร่วมมือ ด้าน GIs ซึ่งจะให้ความคุ้มครองและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรและอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น อันจะช่วยเปิดโอกาสทางการค้า สร้างรายได้ และยกระดับศักยภาพของเกษตรกรและผู้ประกอบการของ ทั้งสองฝ่ายในระยะยาว
อย่างไรก็ดี EU เป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของไทย โดยในปี 2568 ไทยและ EU มีมูลค่าการค้ารวมระหว่างกันกว่า 45,033.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 6.58 ของการค้าทั้งหมดของไทย โดยไทยส่งออก 26,449.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้า 18,584.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออกสำคัญจากไทยไป EU ได้แก่ 1. เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 2. อัญมณีและเครื่องประดับ 3. เครื่องปรับอากาศและ ส่วนประกอบ 4. ผลิตภัณฑ์ยาง 5. หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ขณะที่สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจาก EU ได้แก่ 1. เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 2. ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม 3. เคมีภัณฑ์ 4. เครื่องจักรไฟฟ้า และส่วนประกอบ 5. เครื่องมือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์
คลังภาพ