INT มหิดล ระดมความเห็นนักวิชาการ ภาครัฐ และเอกชน ชี้ปัญหานวัตกรรมไทยไม่โตไม่ได้อยู่ที่งานวิจัย แต่คือ “ช่องว่างการต่อยอดสู่ตลาด” พร้อมเสนอเร่งพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาและตัวกลางถ่ายทอดเทคโนโลยี
สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล จัดเวทีเสวนาภายใต้หัวข้อ “นวัตกรรมไทย…ทำไมยังไม่โต? ปลดล็อกทรัพย์สินทางปัญญา จาก ‘หิ้ง’ สู่ ‘ตลาดจริง’” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองการยกระดับงานวิจัยไทยให้สามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้จริง โดยมีนักวิชาการ ภาคเอกชน และผู้กำหนดนโยบายร่วมอภิปรายอย่างเข้มข้น
ชี้ปัญหา “งานวิจัยดี แต่ไม่ถึงตลาด”
รศ.ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบัน INT มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ปัญหาของนวัตกรรมไทยไม่ใช่แค่การ “ดึงงานจากหิ้งไปห้าง” แต่หลายงานวิจัยถูกออกแบบมาเพื่อการตีพิมพ์เชิงวิชาการตั้งแต่ต้น ทำให้ไม่ตอบโจทย์ตลาดโดยตรง
แนวคิดสำคัญที่ถูกเสนอคือ การเปลี่ยนจาก “push innovation” ไปสู่ “market-driven innovation” หรือการเริ่มจากความต้องการของตลาด (market pull) ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของงานวิจัย
ภาครัฐ–เอกชน–มหาวิทยาลัย ต้องเชื่อมกันเป็นระบบ
รศ.ดร.วิริยะ ได้กล่าวอีกว่า ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเน้นว่า IP ไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางกฎหมาย แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้เกิดนวัตกรรมและการลงทุน
การพัฒนาเศรษฐกิจนวัตกรรมต้องอาศัยการเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคอุตสาหกรรม และภาครัฐอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผลงานวิจัยถูกนำไปใช้จริงในเชิงพาณิชย์
ตัวเลขสะท้อนปัญหา IP ไทย
ประเทศไทยมีการยื่นคำขอสิทธิบัตรราว 9,000 คำขอต่อปี แต่มีเพียงประมาณ 10% เท่านั้นที่เป็นของคนไทย ขณะที่ส่วนใหญ่เป็นของต่างประเทศ
ในจำนวนสิทธิบัตรไทย ยังพบว่าครึ่งหนึ่งมาจากภาครัฐและมหาวิทยาลัย สะท้อนว่าภาคเอกชนไทยยังมีบทบาทด้านการสร้าง IP ค่อนข้างจำกัด แม้งบวิจัยรวมของประเทศจะอยู่ระดับราว 20,000 ล้านบาทต่อปี
ขณะเดียวกัน “อนุสิทธิบัตร” มีสัดส่วนของคนไทยสูงกว่า (กว่า 90%) แต่มีข้อจำกัดด้านความแข็งแรงเชิงพาณิชย์เมื่อเทียบกับสิทธิบัตรสากล
ชี้ “TTO–TLO ไทยยังไม่แข็งแรง”
อีกประเด็นสำคัญคือบทบาทของ Technology Transfer Office (TTO) และ Technology Licensing Office (TLO) ซึ่งยังมีจำนวนและศักยภาพไม่เพียงพอในประเทศไทย
นางวิกรานต์ ดวงมณี Head of Intellectual Property and Trade Law, SCG Chemicals Public Company Limited ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ระบุว่า บุคลากรที่สามารถเชื่อม “เทคโนโลยี–กฎหมาย–ธุรกิจ” ได้พร้อมกันยังมีน้อยมาก ทั้งที่เป็นหัวใจสำคัญในการผลักดันงานวิจัยออกสู่ตลาด
เอกชนชี้ ต้องเริ่มจาก “ตลาด ไม่ใช่ห้องแล็บ”
นางวิกรานต์เน้นว่า การนำงานวิจัยไปใช้ต้องพิจารณา “ความเสี่ยงและโอกาส” ควบคู่กัน โดยเริ่มจากโจทย์ตลาดเป็นหลัก ไม่ใช่เริ่มจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
พร้อมเสนอให้มีการทดลองระดับต้น (pilot / scale-up) และการตรวจสอบความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ก่อนลงทุนจริง เพื่อลดความเสี่ยงของธุรกิจ
Deep Tech ต้องผ่าน “หุบเหวก่อนถึงตลาด”
ผศ.ดร.อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ Chief business officer บริษัท เมติคูลี่ จำกัด อธิบายแนวคิด Deep Tech ว่าเป็นนวัตกรรมที่อาศัยองค์ความรู้เชิงลึก เช่น วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม หรือวัสดุศาสตร์ ซึ่งต้องใช้เวลาพัฒนานาน ลงทุนสูง และมีความเสี่ยงก่อนถึงจุดคุ้มทุน
อย่างไรก็ตาม หากสำเร็จจะมีความได้เปรียบสูงและยากต่อการลอกเลียนแบบ โดยย้ำว่า “หัวใจของความสำเร็จไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือการเข้าใจตลาดและการจัดการ IP ตั้งแต่ต้นทาง”
สรุป: เปลี่ยนระบบคิดทั้ง ecosystem
การผลักดันนวัตกรรมไทยต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ตั้งแต่การออกแบบงานวิจัยให้ตอบโจทย์ตลาด การสร้างบุคลากรด้านถ่ายทอดเทคโนโลยี ไปจนถึงการพัฒนา IP และกลไกเชื่อมระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชน
เป้าหมายสำคัญคือทำให้นวัตกรรมไทยไม่หยุดอยู่แค่ “ผลงานวิจัยบนหิ้ง” แต่สามารถกลายเป็น “เศรษฐกิจจริง” ที่สร้างมูลค่าและความยั่งยืนให้ประเทศในระยะยาว