TTB เดินเกมรุกตลาดประกันชีวิต เปิดตัวแบบสะสมทรัพย์เชื่อมดัชนีสหรัฐฯ ชูคุ้มครองเงินต้น-สิทธิภาษี เจาะวัยทำงาน ตั้งเป้ายอดขายปีนี้แตะ 8,000 ล้านบาท
ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB เดินหน้าขยายธุรกิจประกันชีวิตรับความต้องการลูกค้ายุคใหม่ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ “ทีบี ยูเอส มัลติ-แอสเซต อินเด็กซ์ พรินซิเพิล โพรเทค 15/5” ชูจุดขายคุ้มครองเงินต้น 100% เมื่อถือครบสัญญา เปิดโอกาสรับผลตอบแทนเชื่อมโยงดัชนี Multi-Asset ตลาดสหรัฐฯ พร้อมใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท ตั้งเป้ายอดขายรวมปี 2569 ใกล้เคียง 8,000 ล้านบาท
นางสาวกนกวรรณ เพชรพิสิฐโชติ ประธานกลุ่มบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกรรมธนาคาร และความมั่งคั่งทางการเงิน ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารให้ความสำคัญกับการพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์กลุ่มวัยทำงานและมนุษย์เงินเดือน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว แต่ยังมีข้อจำกัดทั้งเรื่องเวลา ความรู้ด้านการลงทุน และความกังวลต่อความผันผวนของตลาด
ทั้งนี้ ธนาคารพบว่าคนวัยทำงานจำนวนมากต้องการวางแผนเกษียณและต่อยอดความมั่งคั่ง แต่ยังไม่กล้าเริ่มลงทุนอย่างจริงจัง เนื่องจากกังวลเรื่องเงินต้น ความเสี่ยงจากภาวะตลาด รวมถึงประสบการณ์ขาดทุนจากการลงทุนในอดีต ขณะที่การฝากเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการสร้างเงินก้อนระยะยาว ภายใต้ภาวะค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
จากความต้องการดังกล่าว TTB จึงร่วมกับพันธมิตรหลัก ได้แก่ พรูเด็นเชียล และซิตี้ พัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตรูปแบบใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนในระยะยาว โดยไม่ต้องรับความเสี่ยงเต็มรูปแบบเหมือนการลงทุนโดยตรง
สำหรับ “ทีบี ยูเอส มัลติ-แอสเซต อินเด็กซ์ พรินซิเพิล โพรเทค 15/5” เป็นประกันชีวิตสะสมทรัพย์ที่เชื่อมโยงผลตอบแทนกับดัชนีอ้างอิงหลายสินทรัพย์ หรือ Multi-Asset Index ในตลาดสหรัฐอเมริกา โดยผู้เอาประกันชำระเบี้ยประกันภัยเป็นเวลา 5 ปี และได้รับความคุ้มครองยาวนาน 15 ปี
จุดเด่นสำคัญของผลิตภัณฑ์ คือ การคุ้มครองเงินต้น 100% เมื่อถือกรมธรรม์ครบตามเงื่อนไข ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าในช่วงที่ตลาดการเงินทั่วโลกยังมีความผันผวน ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสรับผลตอบแทนจากดัชนีอ้างอิง ซึ่งสามารถสร้างโอกาสรับผลตอบแทนได้ทั้งในภาวะตลาดขาขึ้นและขาลง
ในด้านผลตอบแทน ผลิตภัณฑ์มีอัตราการมีส่วนร่วมในผลตอบแทนของดัชนีอ้างอิงสูงสุดถึง 260% โดยอ้างอิงดัชนี Citi QuantCube Multi-Asset อย่างไรก็ตาม ธนาคารระบุชัดเจนว่า ผลตอบแทนดังกล่าวขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของดัชนีอ้างอิง และไม่ใช่ผลตอบแทนที่รับประกัน
อีกหนึ่งจุดเด่นคือ การนำเทคโนโลยี AI และ Big Data เข้ามาใช้วิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและภาวะตลาด โดยพิจารณาปัจจัยสำคัญ เช่น การเติบโตทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และภาวะการลงทุน ก่อนนำไปใช้ประกอบการปรับกลยุทธ์ลงทุนอย่างทันท่วงที ช่วยลดภาระของลูกค้าที่ไม่ต้องติดตามตลาดด้วยตนเองอย่างใกล้ชิด
ดัชนีอ้างอิงของผลิตภัณฑ์มีการกระจายการลงทุนใน 6 กลุ่มสินทรัพย์หลัก ประกอบด้วย หุ้น (Equities) พันธบัตรรัฐบาล (Government Bonds) สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) ตราสารหนี้ภาคเอกชน (Corporate Credits) พันธบัตรป้องกันเงินเฟ้อ (Inflation-protected Bonds) และอัตราแลกเปลี่ยนหรือสกุลเงิน (FX) ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ตตามภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง
TTB ย้ำว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่ใช่ประกันชีวิตควบการลงทุนแบบยูนิตลิงก์ เนื่องจากผู้เอาประกันไม่ต้องเลือกกองทุนหรือปรับสัดส่วนการลงทุนด้วยตนเอง แต่เป็นประกันสะสมทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับดัชนีอ้างอิง ผ่านโครงสร้างผลิตภัณฑ์ทางการเงินเชิงโครงสร้างและออปชัน เพื่อเปิดโอกาสรับผลตอบแทนจากตลาด ขณะเดียวกันยังจำกัดความเสี่ยงด้านเงินต้นตามเงื่อนไขกรมธรรม์
ด้านการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ ธนาคารระบุว่าได้ออกแบบให้เริ่มต้นง่ายขึ้น ด้วยเบี้ยประกันภัยเริ่มต้นเพียง 50,000 บาทต่อปี จากเดิมที่ผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้มักจำกัดอยู่ในกลุ่มลูกค้ามั่งคั่งสูง หรือ High Net Worth เท่านั้น จึงถือเป็นการเปิดโอกาสให้มนุษย์เงินเดือนสามารถเข้าถึงเครื่องมือวางแผนการเงินที่มีโครงสร้างซับซ้อนและมีศักยภาพสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือวางแผนเกษียณและบริหารภาษีได้พร้อมกัน โดยได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 100,000 บาท ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ช่วยให้ลูกค้านำไปบริหารภาระภาษีควบคู่กับการสะสมความมั่งคั่งในระยะยาว
นางสาวกนกวรรณ กล่าวว่า หลังจากเปิดเสนอขายตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์ได้รับกระแสตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดี โดยมียอดขายทะลุ 2,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน สะท้อนความต้องการของลูกค้าที่มองหาผลิตภัณฑ์ซึ่งตอบโจทย์ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ “เติบโตได้ ปลอดภัย และได้สิทธิภาษี”
สำหรับเป้าหมายในปีนี้ ธนาคารคาดว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะเป็นหนึ่งในสินค้าหลักที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจประกันของ TTB โดยตั้งเป้ายอดขายรวมใกล้เคียง 8,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 4 เท่าของยอดขายช่วงเปิดตัว
ปัจจุบัน TTB มีฐานลูกค้าประกันรวมประมาณ 400,000 ราย และมีจำนวนกรมธรรม์รวมราว 600,000-700,000 กรมธรรม์ โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มมนุษย์เงินเดือนและวัยทำงานที่ใช้ประกันชีวิตเป็นเครื่องมือในการวางแผนภาษีและวางแผนการเงินระยะยาว
ในด้านช่องทางการขาย ธนาคารได้เพิ่มทางเลือกด้านสภาพคล่องให้ลูกค้า ผ่านโปรโมชันผ่อนชำระ 0% นาน 6 เดือน ผ่านบัตรเครดิต ttb พร้อมรับคะแนนสะสมและสิทธิพิเศษเพิ่มเติมตามระดับลูกค้า ภายใต้เงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด
นายชวมนต์ วินิจตรงจิตร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้ากลุ่มลูกค้าธนบดีธนกิจผู้บริหาร TTB กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ได้ตอบโจทย์เฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือนเท่านั้น แต่ยังได้รับความสนใจจากกลุ่มเจ้าของกิจการและครอบครัวที่ต้องการใช้เป็นเครื่องมือเริ่มต้นวางแผนการเงินให้บุตรหลาน
ผู้เอาประกันสามารถติดตามข้อมูลผลการดำเนินงานของดัชนีอ้างอิงผ่านช่องทางที่ธนาคารจัดเตรียมไว้ และในอนาคตมีแผนพัฒนาให้สามารถแสดงข้อมูลผ่านโมบายแบงก์กิ้งเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มความสะดวกในการติดตามผลตอบแทน
ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถรับประกันได้ตั้งแต่อายุ 1 เดือน ถึง 75 ปี ตามเงื่อนไขที่กำหนด และไม่ต้องตรวจสุขภาพ เนื่องจากเป็นประกันชีวิตสะสมทรัพย์ที่เน้นการวางแผนเงินออมและโอกาสสร้างผลตอบแทนจากดัชนีอ้างอิงเป็นหลัก ปัจจุบันสามารถซื้อได้ผ่านช่องทางสาขาของ TTB ทั่วประเทศ
สำหรับทิศทางในอนาคต ธนาคารยืนยันว่าจะเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและเครื่องมือทางการเงินใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ครอบคลุมทั้งการวางแผนเกษียณ การวางแผนภาษี การสร้างความมั่งคั่ง และการคุ้มครองความเสี่ยงในชีวิต เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินของตนเอง
อย่างไรก็ตาม ธนาคารแนะนำว่าผู้สนใจควรศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์ เงื่อนไขกรมธรรม์ ความเสี่ยงของดัชนีอ้างอิง ข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง และหลักเกณฑ์สิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ เนื่องจากผลตอบแทนจากดัชนีอ้างอิงขึ้นอยู่กับภาวะตลาด และไม่ใช่ผลตอบแทนที่รับประกัน