ไขปมร้อน ‘ค่าการกลั่น’ตัวเลขที่ถูกตั้งคำถาม

ไขปมร้อน ‘ค่าการกลั่น’ตัวเลขที่ถูกตั้งคำถาม
ค่าการกลั่นพุ่งแรงไม่ใช่กำไร แค่ดัชนีชี้วัดโรงกลั่นยังเผชิญต้นทุนแฝงในช่วงวิกฤตจำนวนมาก ผลกำไรขาดทุนขึ้นอยู่กับวัฎจักรเศรษฐกิจโลก

ความไม่แน่นอนของระดับราคาน้ำมันที่ยังปรับสูงขึ้นแบบรายวัน ทำให้มีคำถามย้อนกลับถึงโรงกลั่นน้ำมันที่หลายคนจับตาตัวเลข ‘ค่าการกลั่น’ที่ปรับขึ้นจาก 2 บาทต่อลิตร ไต่ระดับไปถึง 6 บาทต่อลิตร ขณะที่บางวันมีตัวเลขสูงถึง 13-14 บาท

ทั้งนี้ถูกตั้งคำถามว่า ตัวเลขนี้หมายถึงกำไรของโรงกลั่นหรือไม่

คำตอบคือ “ไม่ใช่” เพราะสิ่งที่ต้องแยกออกมาอย่างชัดเจนคือ ความแตกต่างระหว่าง “ค่าการกลั่น” กับ“กำไรสุทธิของโรงกลั่น” ให้ชัด

ค่าการกลั่นคือ ตัวชี้วัดไม่ใช่กำไร

ค่าการกลั่น หรือ GRM (Gross Refining Margin) เป็นเพียงตัวชี้วัดเบื้องต้นของธุรกิจโรงกลั่น โดยสะท้อนส่วนต่างค่าระหว่าง ราคาน้ำมันสำเร็จรูป กับน้ำมันดิบอ้างอิง พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ เป็นตัวเลขที่บอกว่า “น้ำมันที่กลั่นออกมาขายได้ เทียบกับราคาน้ำมันดิบอ้างอิงต่างกันมากน้อยแค่ไหน” ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่ได้หักต้นทุนจริง ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการผลิต การขนส่ง หรือภาระทางการเงินอื่นๆดังนั้นจึงยังไม่ใช่กำไรที่แท้จริงของโรงกลั่น

ทำไมช่วงวิกฤตค่าการกลั่นจึงสูงขึ้น

ในช่วงที่โลกเผชิญกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความกังวลหลักจะพุ่งไปที่ ความเสี่ยงของอุปทานน้ำมัน เส้นทางขนส่งทางทะเล และระดับสต็อกน้ำมันสำเร็จรูปในตลาด

ความกังวลเหล่านี้ทำให้ ราคาน้ำมันสำเร็จรูป โดยเฉพาะดีเซล มักปรับขึ้นเร็วกว่าน้ำมันดิบ

พูดง่าย ๆ คือ เมื่อน้ำมันที่กลั่นออกมาขายได้ มีราคาสูงขึ้นเร็วกว่าวัตถุดิบที่ซื้อเข้ามา ส่วนต่างราคาจะกว้างขึ้น และทำให้ค่าการกลั่นสูงตาม โดยสามารถเพิ่มจากระดับปกติประมาณ 1 บาทต่อลิตร ได้ในช่วงที่ตลาดตึงตัว

นอกจากนี้การที่ค่าการกลั่นสูง ไม่ได้แปลว่ากำไรสูง แม้ค่าการกลั่นจะเพิ่มขึ้น แต่ตัวเลขนี้ ยังไม่ใช่กำไรสุทธิของโรงกลั่น เพราะในช่วงวิกฤต โรงกลั่นต้องเผชิญกับต้นทุนที่พุ่งหลายส่วนพร้อมกันอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่

-Premium ของน้ำมันดิบ หรือ ราคาส่วนเพิ่มเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันดิบอ้างอิง

-Premium คือ ราคาส่วนเพิ่มที่ต้องจ่ายสูงกว่าราคาน้ำมันดิบอ้างอิง เพื่อให้ได้ซื้อน้ำมันดิบจริงโดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดตึงตัว หรือมีความเสี่ยงด้านอุปทาน

-ค่าประกันภัยการขนส่ง (Insurance)  เมื่อเกิดความเสี่ยงจากสงครามหรือความไม่แน่นอนในเส้นทางเดินเรือ ค่าประกันภัยของเรือบรรทุกน้ำมันและสินค้าจะปรับสูงขึ้นมาก

-ค่าขนส่งและค่าระวางเรือ (Freight)  ความไม่แน่นอนของเส้นทางเดินเรือ หรือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ ค่าระวางเรือและค่าขนส่งน้ำมันปรับสูงขึ้น

ขณะเดียวกันโรงกลั่นยังมีต้นทุนการดำเนินงานอีกหลายส่วน เช่น ค่าเชื้อเพลิงและพลังงานในกระบวนการกลั่น, ค่าไฟฟ้า, ค่าซ่อมบำรุง, ค่าแรง, ดอกเบี้ยและภาษี ดังนั้น ค่าการกลั่นที่เห็นจึงไม่ได้เท่ากับกำไรสุทธิเต็มจำนวน

ทั้งนี้อีกมิติที่ถูกมองข้ามคือ ธุรกิจโรงกลั่นเป็นธุรกิจที่ขึ้นลงตามวัฎจักรขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจ

ในช่วงที่เกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ต้นทุนในห่วงโซ่อุปทานของน้ำมันมักปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกันหลายส่วน   แม้ว่าค่าการกลั่นในตลาดจะปรับเพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนของโรงกลั่นก็เพิ่มขึ้นในหลายด้านเช่นกัน

ตัวอย่างต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤต ได้แก่

A diagram of a graph

Description automatically generated

1. ค่าระวางเรือ (Freight)  ความไม่แน่นอนของเส้นทางเดินเรือและความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางทะเล ทำให้ค่าระวางเรือบรรทุกน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากๆในบางช่วงของความตึงเครียดในตลาดพลังงานโลก มีรายงานว่า ค่าระวางเรือในบางเส้นทางปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 800% เมื่อเทียบกับระดับปกติ

การเพิ่มขึ้นของค่าระวางเรือส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการจัดหาน้ำมันดิบของโรงกลั่น เนื่องจากประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเป็นหลัก

2. ค่าประกันภัยการขนส่ง (Marine Insurance)  เมื่อเกิดความเสี่ยงจากสงครามหรือความไม่แน่นอนในเส้นทางเดินเรือ บริษัทประกันภัยจะปรับเพิ่มค่าเบี้ยประกันสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันและสินค้าที่ผ่านพื้นที่เสี่ยง  โดยเฉพาะในช่วงความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ค่าเบี้ยประกันภัยสำหรับการขนส่งผ่านพื้นที่เสี่ยงสามารถ เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจากระดับปกติ  ต้นทุนดังกล่าวจะถูกสะท้อนอยู่ในต้นทุนการขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมัน

3. Premium ของน้ำมันดิบ (Crude Premium)
Premium คือราคาส่วนเพิ่มที่ต้องจ่ายสูงกว่าราคาน้ำมันดิบอ้างอิง เพื่อให้สามารถจัดหาน้ำมันดิบจริงได้  ในช่วงที่ตลาดน้ำมันตึงตัว ผู้ผลิตน้ำมันดิบอาจปรับเพิ่ม Premium อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของตลาดเอเชีย

Premium ที่เพิ่มขึ้นทำให้ต้นทุนการจัดหาน้ำมันดิบของโรงกลั่นสูงขึ้น แม้ว่าราคาน้ำมันดิบอ้างอิงในตลาดอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน

ดังนั้น แม้ค่าการกลั่นในตลาดจะปรับเพิ่มขึ้นในบางช่วงเวลา แต่ต้นทุนของโรงกลั่นในหลายส่วนก็เพิ่มขึ้นพร้อมกันในระบบพลังงานโลก

อีกเรื่องสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ “ค่าการกลั่นมีขึ้นและลง ธุรกิจโรงกลั่นเป็นธุรกิจที่ ผันผวนตามวัฏจักรของเศรษฐกิจและตลาดพลังงาน”

และเมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความต้องการใช้น้ำมันลดลง ปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดมีมากกว่าความต้องการจะหดตัวลง ส่งผลให้ ค่าการกลั่นลดลงมาก หรือ แม้กระทั่ง ติดลบ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือช่วง ปี 2020–2021 ในช่วงโควิด-19 ซึ่งค่าการกลั่นทั่วโลกลดลงอย่างมาก โรงกลั่นหลายแห่งต้องลดกำลังการผลิต และบางแห่งถึงขั้นปิดกิจการถาวร

สุดท้าย ค่าการกลั่น ไม่ใช่กำไรสุทธิของโรงกลั่น แต่เป็นเพียง ดัชนีที่ขึ้นลงตามตลาดน้ำมันในช่วงเวลานั้น ในช่วงวิกฤต ค่าการกลั่นอาจเพิ่มขึ้นได้จากความตึงตัวของตลาด ขณะเดียวกัน ต้นทุนของโรงกลั่นก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน และในช่วงที่เศรษฐกิจอ่อนตัวหรืออุปทานล้นตลาด ค่าการกลั่นก็สามารถลดลงมาก หรือแม้กระทั่ง ติดลบได้  ขณะที่โรงกลั่นเป็นผู้ต้องรับความเสี่ยงของเกมพลังงานอย่างเต็มตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

TAGS: #ค่าการกลั่นพุ่งแรงไม่ใช่กำไร #แค่ดัชนีชี้วัดโรงกลั่นยังเผชิญต้นทุนแฝงในช่วงวิกฤตจำนวนมาก