“เอกนิติ” ร่วมเวที Asia in 2050 ชี้เอเชียต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน คน และการปฏิรูปเสริมความร่วมมือภูมิภาค พร้อมรับมือเศรษฐกิจโลกรูปแบบใหม่
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวในงานเสวนากับผู้นำทางนโยบายระดับโลก ในหัวข้อ “Asia in 2050 High Level Policy Roundtable Policy Challenges for Asia Going Forward” ว่า เวทีเสวนาครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจเอเชียในระยะข้างหน้า ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของระบบการค้าโลก เทคโนโลยีใหม่ และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ทั้งนี้ความตึงเครียดของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้นกำลังกำหนดภูมิทัศน์เศรษฐกิจเอเชียในรูปแบบใหม่อย่างมีนัยสำคัญ แต่รากฐานที่สำคัญที่สุดของการเติบโตที่ยั่งยืนยังคงเป็นเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค โดยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับการบูรณาการทางเศรษฐกิจของภูมิภาคให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศรวมถึงการจัดการภัยพิบัติในเอเชียจำเป็นต้องอาศัยการประสานงานและความร่วมมือระดับภูมิภาคที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามเอเชียจำเป็นต้องเร่งลงทุนในสามด้านหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ทุนมนุษย์ (Human Capital) และการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง (Structural Reform) เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาวและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค โดยในส่วนของประเทศไทย รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างต่อเนื่องผ่านโครงการ Skill Bridge Program เพื่อยกระดับทักษะคนไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่
ขณะเดียวกัน Dr. Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าเอเชียได้วางรากฐานที่แข็งแกร่งด้านการเติบโต นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งช่วยให้สังคมสามารถรวมพลังและมีความยืดหยุ่นในการรับมือกับแรงกระแทกจากวิกฤตที่ผ่านมา พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการสร้างงานเพื่อให้เยาวชนสามารถมีบทบาทในฐานะพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอย่างเต็มศักยภาพ
นอกจากนี้เอเชียอยู่แถวหน้าของนวัตกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถยกระดับผลิตภาพของภูมิภาคได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมระบุว่าการบริหารจัดการความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพมีความสำคัญต่อการเสริมสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาวของเอเชีย และรัฐบาลควรตระหนักว่าความไว้วางใจภายในสังคมเป็นทรัพย์สินสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ในมิติความร่วมมือระดับภูมิภาค เห็นว่าการบูรณาการทางเศรษฐกิจในอาเซียนยังเป็นแหล่งการเติบโตสำคัญที่ยังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ โดยหากสามารถลดอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีได้ จะช่วยเพิ่ม GDP ของภูมิภาคได้ราวร้อยละ 4 อีกทั้งยังเสนอให้ประเทศในเอเชียเร่งพัฒนาตลาดทุนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนการเติบโต นวัตกรรม และพลวัตทางเศรษฐกิจ
การเข้าร่วมเสวนาครั้งนี้สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในการร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของภูมิภาค และย้ำถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคง ยั่งยืน และครอบคลุมสำหรับเอเชียในอนาคต
ในโอกาสนี้ ดร.เอกนิติได้ยืนยันความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุม 2026 IMF-WBG Annual Meetings ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizon: Empowering People, Building Resilience” โดยสะท้อนความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการสนับสนุนความร่วมมือพหุภาคี เสริมสร้างศักยภาพของประชาชน และยกระดับความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจเพื่อรองรับความท้าทายในอนาคต