กนอ.เดินหน้าพัฒนานิคมฯคาร์บอนต่ำดันแหลมฉบัง-มาบตาพุด

กนอ.เดินหน้าพัฒนานิคมฯคาร์บอนต่ำดันแหลมฉบัง-มาบตาพุด
กนอ.รับแรงหนุนธนาคารโลกจัดเงินกู้ 3.4 พันล้านบาทดึงเอกชนลงทุนพลังงานหมุนเวียน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตลดใช้พลังงาน สู่เป้าหมาย Net Zero

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)  เปิดเผยว่า กนอ.เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สังคมคาร์บอนต่ำ ขานรับนโยบายรัฐบาลและมติคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ดึงงบสนับสนุนจากธนาคารโลก( World Bank) ปฏิรูปนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและแหลมฉบัง สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ผ่านกลไกคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงของประเทศไทย

ทั้งนี้กนอ.พร้อมเดินหน้า “โครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน” (Low Carbon City and Carbon Market Development) อย่างเต็มรูปแบบ โดยโครงการนี้เป็นโครงการที่บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยกระทรวงการคลัง กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ธนาคารโลก กนอ. และ กทม. เพื่อขับเคลื่อนกลไกการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศ

รวมทั้งกลไกการมัดรวมคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรรับรองตามาตรฐานสากล เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ซึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบในหลักการโครงการฯนี้และอนุมัติให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของ ธสน. จากธนาคารโลก โดยให้ ธสน. ขออนุมัติการกู้เงินให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตามที่กระทรวงการคลัง เสนอ

สำหรับโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนงบประมาณในรูปแบบเงินกู้จากธนาคารโลก วงเงินรวม 200 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย กนอ. ในฐานะหน่วยงานภาครัฐนำร่อง (PSO) ได้รับการจัดสรรวงเงินในระยะแรกสูงถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3,400 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้าน พลังงานหมุนเวียน (RE) และ ประสิทธิภาพพลังงาน (EE) ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม

ทั้งนี้จากผลการศึกษาเบื้องต้นโดยธนาคารโลก เล็งเห็นว่านิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกได้ในปริมาณมากเพียงพอต่อการซื้อขายในระดับสากล

อย่างไรก็ตามธนาคารโลกจะให้เงินกู้ผ่าน ธสน. เพื่อนำไปปล่อยกู้ต่อให้แก่ภาคเอกชนซึ่งเป็นบริษัทจัดการด้านพลังงาน (ESCOs) และผู้รับเหมา (EPCs) เพื่อเข้ามาลงทุนติดตั้งเทคโนโลยีด้านการลดก๊าซเรือนกระจก อาทิ ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แบบบนดิน (Ground mounted), บนหลังคา (Rooftop) และทุ่นลอยน้ำ (Floating solar) รวมถึงระบบกักเก็บพลังงานและสถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charging)

ขณะที่กนอ. ไม่ต้องใช้งบประมาณลงทุนเองแต่จะได้รับผลประหยัดจากการลดต้นทุนด้านพลังงานในระบบสาธารณูปโภคส่วนกลาง และรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต โดยคาร์บอนที่ลดได้จะมีการตรวจวัดและรายงานผลในรูปแบบ Digital Monitoring, Reporting and Verification (Digital MRV) และรายงานแบบ Real time จากจุดติดตั้ง เพื่อติดตามและรายงานผลการลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างถูกต้องแม่นยำตามมาตรฐานสากล

สำหรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจะดำเนินการผ่านหน่วยประสานงานและบริหารการซื้อขาย (Coordinating and Managing Entity: CME) ซึ่งได้รับทราบในเบื้องต้นคาดว่าธนาคารกรุงไทยจะรับเป็นหน่วยประสานงานและบริหารการซื้อขาย (CME) ดังกล่าว

นายสุเมธ  กล่าวว่าเป้าหมายในปี 2569 ของโครงการฯ ตั้งเป้าจำหน่ายคาร์บอนเครดิตสะสม 1 ล้านเมตริกตันคาร์บอนไดออกไซด์แรกเข้าสู่ตลาดสากล โดยคาร์บอนเครดิตที่ได้จะได้รับการรับรองจากหน่วยงานระดับโลกอย่าง Gold Standard จึงเป็นคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพสูงมาตรฐานทั่วไป และสามารถขายได้ในราคาสูง

ทั้งนี้หลังจากที่ ครม. อนุมัติในหลักการโครงการฯ แล้ว ขั้นตอนต่อไป กนอ. จะดำเนินการคัดเลือกพื้นที่เป้าหมายและยกร่างเอกสารเชิญชวนยื่นข้อเสนอ (Request for Proposal: RFP) ในลำดับต่อไป

“ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมได้ถึง 2.33 ล้านตันคาร์บอน ภายใน 10 ปี แต่ยังทำให้เกิดกลไกการมัดรวมคาร์บอนเครดิต และจัดตั้งตลาดคาร์บอนในประเทศไทย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่ต้องการลดความเสี่ยงจากมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM)”นายสุเมธ กล่าว

 

TAGS: #กนอ. #ธนาคารโลก #Net #Zero #นิคมคาร์บอนต่ำ