เงินบาทแข็งค่าเร็วปลายปีต่อเนื่องต้นปีหน้า กระทบผู้ส่งออกทันที โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรและอาหารที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่คำสั่งซื้อใหม่เริ่มไม่ชัด ภาคเอกชนจี้รัฐดูแลค่าเงินไม่ให้แข็ง
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงปลายปีส่งผลกระทบต่อรายได้ผู้ส่งออกโดยตรง เนื่องจากเมื่อถึงเวลารับเงินและต้องแปลงเป็นเงินบาท จะได้รับเงินน้อยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งที่ต้นทุนการดำเนินธุรกิจยังต้องจ่ายเป็นเงินบาท ไม่ว่าจะเป็นค่าวัตถุดิบหรือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
โดยผู้ส่งออกจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร ไม่ได้ทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เพราะมีต้นทุนเพิ่ม เมื่อเงินบาทแข็งค่า รายได้ในรูปเงินบาทจึงลดลงทันที หรือบางรายอาจแทบไม่เหลือกำไร
สำหรับการรับคำสั่งซื้อใหม่ นายวิศิษฐ์ระบุว่า ช่วงปลายปีเป็นช่วงที่คู่ค้าหลายประเทศเริ่มหยุดยาว ทำให้ออร์เดอร์สำหรับส่งมอบในปี 2569 ยังไม่ชัดเจน โดยคำสั่งซื้อใหม่จริง ๆ จะทยอยจบภายในสัปดาห์นี้ หากเปิดปีหน้าเงินบาทยังแข็งค่า จะเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนมากขึ้น เพราะราคาที่ตกลงไว้ล่วงหน้าอาจกลายเป็นขาดทุน แม้ลูกค้าต่างประเทศยังซื้อสินค้าในราคาอ้างอิงดอลลาร์สหรัฐเท่าเดิม แต่เงินบาทที่แข็งขึ้นทำให้ความสามารถในการทำกำไรของผู้ส่งออกลดลง และผู้ประกอบการต้องแบกรับความเสี่ยงเต็มที่
ในด้านการบริหารเงินตราต่างประเทศ แม้ผู้ส่งออกสามารถชะลอการแปลงเงินดอลลาร์กลับเป็นเงินบาทได้ช่วงหนึ่ง แต่ในทางปฏิบัติทำได้ยาก เพราะส่วนใหญ่ต้องนำเงินไปหมุนเวียนทันที ทั้งการจ่ายซัพพลายเออร์ ค่าแพ็กเกจจิ้ง และชำระหนี้ธนาคาร ผู้ที่จะพักเงินได้ต้องเป็นรายที่มีสภาพคล่องสูงจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม เงินบาทแข็งค่ามีด้านบวกต่อผู้นำเข้า โดยเฉพาะวัตถุดิบ เครื่องจักร และสินค้าทุน ซึ่งถือเป็นโอกาสของภาคธุรกิจในการชำระเงินขาเข้า ใช้เงินบาทน้อยลง โดยเฉพาะรายการที่จำเป็นต่อการผลิต
ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว เงินบาทที่แข็งขึ้นอาจไม่ทำให้นักท่องเที่ยวที่วางแผนเดินทางไว้แล้วชะลอการมา แต่จะกระทบต่อกำลังใช้จ่าย โดยนักท่องเที่ยวยังเดินทางมาใกล้เคียงเดิม แต่จะใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดูแพงขึ้นในสายตาของนักท่องเที่ยว คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีจะอยู่ที่ราว 30 ล้านคนต้น ๆ โดยผลกระทบหลักอยู่ที่รายได้ต่อหัวมากกว่าจำนวนคน ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจในระยะถัดไป
นายวิศิษฐ์ยังตั้งข้อสังเกตว่า การแข็งค่าของเงินบาทครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจที่แท้จริง เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจไทยยังไม่เอื้อให้ค่าเงินแข็งมากเช่นนี้ ทำให้ประโยชน์จากเงินบาทแข็งรอบนี้มีจำกัด
ในส่วนบทบาทภาครัฐ ภาคเอกชนคาดหวังให้มีการดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทอย่างจริงจัง โดยเฉพาะหลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.25% ต่อปี ซึ่งช่วยสร้าง sentiment เชิงบวกได้ระดับหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญคือการส่งผ่านไปสู่ต้นทุนดอกเบี้ยที่แท้จริงของผู้ประกอบการ โดยธนาคารพาณิชย์ควรเร่งปรับลดดอกเบี้ยลงตามโดยเร็ว
ทั้งนี้ รัฐควรให้ความสำคัญกับการดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าจนเกินไป เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคเกษตรและอาหาร ซึ่งเป็นฐานการผลิตที่แท้จริงของประเทศ และเป็นภาคเศรษฐกิจที่คนไทยเป็นเจ้าของมากที่สุด