กลุ่มปตท.เปิดเวทีวิเคราะห์ทิศทางพลังงาน ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานทางเลือกคาดการณ์ราคาน้ำมันปี’69 ไม่หวือหวาทั่วโลกดันเทคโนโลยีใหม่ Hydrogen และ SMR ตอบโจทย์ Net Zero
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า งานสัมมนา 2025 The Annual Petroleum Outlook Forum จัดขึ้นโดยความร่วมมือของกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกลุ่ม ปตท. ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 14 เพื่อนำเสนอบทวิเคราะห์และแนวโน้มทิศทางราคาน้ำมัน โดยทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมัน กลุ่ม ปตท. หรือ “PRISM Experts” นับเป็นความร่วมมือที่ช่วยให้เกิดการแบ่งปันข้อมูล แลกเปลี่ยนมุมมองจากภาครัฐ และเอกชน
ปัจจุบันสถานการณ์พลังงานของโลกในปัจจุบัน กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนในหลายปัจจัย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม ถือเป็นความท้าทายของทุกภาคส่วนในการปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสะอาด จึงเป็นที่มาของแนวคิดการจัดงานในปีนี้ คือ “Shaping the Future in an Uncertainty World through Sustainable Pathway: ร่วมกำหนดทิศทาง ข้ามผ่านยุคท้าทาย ด้วยพลังงานที่ยั่งยืน” สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทย และเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน”
ด้านนางรุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในปี 2025 กลุ่มฯโรงกลั่นฯของประเทศไทยยังคงเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยเสริมความพร้อมด้านการจัดหาน้ำมันดิบให้รองรับความผันผวนและความตึงเครียดระหว่างประเทศ เพื่อให้การผลิตมีเสถียรภาพและเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ
ขณะเดียวกันได้ปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เดินหน้าขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานอนาคตอย่างต่อเนื่อง โดยพัฒนาเชื้อเพลิงทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำมันการบินยั่งยืน (SAF) พร้อมสนับสนุนเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่องกับการลดการปล่อยคาร์บอน อาทิ CCS รวมถึงการพัฒนาบทบาทของไฮโดรเจนในฐานะพลังงานสะอาด เพื่อยกระดับความสามารถในการลดคาร์บอนของประเทศ โดยยังคงทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม และบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ผ่านเส้นทางการพัฒนาที่สะอาด มั่นคง และรองรับเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทย
นายภัสสร์ ข้อมงคลอุดม PRISM Expert จากบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันทาง กลุ่ม OPEC+ ที่ผ่านมามีการเพิ่มอัตรากำลังการผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น ทำให้ตลาดน้ำมันอยู่ในสภาวะที่ซัพพลายล้นตลาด มาจากการพยายามกดดันประเทศในกลุ่ม OPEC+ ที่มีการผลิตเกินโควต้ามาตลอด อย่างเช่น คาซัคสถาน และพยายามแย่งส่วนแบ่งตลาด กลับมาจากกลุ่ม Non OPEC+
ขณะที่ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา OPEC+ ประกาศหยุดพักการขึ้นกำลังการผลิตในช่วงไตรมาส 1 ปีหน้า ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าจะดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวหรือไม่ ส่วนกลุ่ม Non OPEC+ โดยเฉพาะ 4 ประเทศหลักๆ คือ แคนาดา คาดการณ์ว่าในปีหน้า จะมี oil ซัพพลาย สู่ตลาดโลก เพิ่มขึ้น 80,000 บาร์เรลต่อวัน ขณะที่ประเทศกายอานา คาดการณ์ว่าปีหน้าจะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 150,000 บาร์เรลต่อวัน ส่วนบราซิลคาดว่าจะเพิ่มกำลังการผลิต 300,000 บาร์เรลต่อวัน และอาร์เจนติน่า คาดการณ์ปีหน้าจะมีการผลิตเพิ่มอีก 50,000 บาร์เรลต่อวัน
ดังนั้นมองว่าในปี 2569 ตลาดน้ำมันยังมีสภาวะซัพพลายล้นตลาดโดยในส่วนของซัพพลายใหม่ๆ ทั้งจากกลุ่ม OPEC+ และ Non OPEC+ โดยคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูใบปีหน้าจะอยู่ที่ 60-70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และระดับราคาน้ำมันต่ำเช่นนี้ ประเทศไทยในฐานะที่นำเข้าน้ำมันดิบสุทธิได้รับประโยชน์จากการลดอัตราเงินเฟ้อ ลดการขาดดุลทางการค้า ใช้โอกาสนี้ในการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากการเดินทางมีราคาถูกลงลดการสนับสนุนราคาพลังงาน รวมถึงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพาฟอสซิลไปสู่พลังงานที่สะอาดมากขึ้น
ด้านนายภานุเดช แสนทวีสุข PRISM Expert จากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า น้ำมันยังมีความต้องการใช้ในระยะสั้นและระยะกลางจะไปถึงจุดพีคในถึงปี 2032 ก๊าซธรรมชาติจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจะเป็น Destination Fuel และต้องการเทคโนโลยี CCS จะมาช่วยลดคาร์บอนฯ นอกจากนี้มองว่าพลังงานสะอาดจะเติบโตอย่างมากโดยเฉพาะโซลาร์และพลังงานลม
สำหรับการสร้างความสมดุลพลังงานของประเทศไทย ในอดีตคือการรักษาความมั่นคงพลังงานของประเทศ แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไปมีการมุ่งสู่อนาคตใช้พลังงานที่สะอาดขึ้น โดยเฉพาะประเทศต่างๆทั่วโลกที่มีนโยบาย net zero ประเทศไทยประกาศเร็วขึ้น 15 ปี ดังนั้นภารกิจของไทยหลังจากนี้ ยังคงไว้ซึ่งความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ขณะเดียวกันเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมาย net zero 2050 โดยในส่วนของก๊าซธรรมชาติจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สะอาดที่สุด รวมทั้งต้องการเทคโนโลยี CCS ขณะที่น้ำมันยังมีความต้องการใช้อยู่ ส่วนถ่านหินจะค่อยๆลดบทบาทลงเรื่อยๆ และต้องการเทคโนโลยีใหม่ เช่น ไฮโดรเจน และ SMR
ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คือการสร้างสมดุลระหว่างการใช้พลังงานฟอสซิลและการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและรองรับการเติบโตในอนาคต โดยประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัยและใช้ได้จริง การผลักดันการลงทุนสีเขียว การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพื่อลดต้นทุน และการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน