ตลาดสายมูไทยพุ่ง 2.2 หมื่นล้าน! Gen Z ขับเคลื่อนแฟชั่นแห่งความเชื่อสู่ตลาดโลก

ตลาดสายมูไทยพุ่ง 2.2 หมื่นล้าน! Gen Z ขับเคลื่อนแฟชั่นแห่งความเชื่อสู่ตลาดโลก
ตลาดสายมูเติบโตแรงทั่วโลก มูลค่าพุ่งทะยานถึง 22.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยยืนหนึ่งในเอเชีย Gen Z คือกลุ่มผู้บริโภคหลัก ผสานความเชื่อกับแฟชั่นสร้าง Soft Power ส่งออกถึงต่างประเทศ

ตลาดสายมู หรือเศรษฐกิจแห่งความเชื่อ กลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและโลก ด้วยอัตราการเติบโตที่น่าจับตา ข้อมูลจาก Transparency Market Research ระบุว่า มูลค่าตลาดเครื่องประดับสายมูทั่วโลกอยู่ที่ 13.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2565 และมีแนวโน้มพุ่งทะยานไปสู่ 22.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2574 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความเชื่อที่เคยเป็นกิจกรรมส่วนบุคคล กำลังกลายเป็นสินค้าที่จับต้องได้และสร้างมูลค่าเชิงอุตสาหกรรมอย่างมหาศาล

การเติบโตนี้มาจากหลายปัจจัย ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของรายได้ผู้บริโภคทั่วโลก การขยายตัวของอีคอมเมิร์ซ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตและการปฏิบัติทางจิตวิญญาณมากขึ้น ผลิตภัณฑ์ยอดนิยม ได้แก่ เครื่องประดับจี้ สร้อยข้อมือ แหวน และต่างหู ที่ใช้วัสดุหลากหลาย ตั้งแต่ทองคำ อัญมณี ไปจนถึงหินมงคล

ในไทย ตลาดมูเตลูมีมูลค่าอยู่ระหว่าง 10,800 – 15,000 ล้านบาท คนไทยเกือบครึ่งหนึ่ง (44.21%) มีความเชื่อเรื่องมูเตลูอย่างแข็งขัน ความเชื่อเหล่านี้ได้กลายเป็นฐานวัฒนธรรมสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่มีถึง 73.2% ระบุว่าตนเองเป็นสายมู การดูดวง การบูชาเครื่องราง และการเลือกสีหรือเลขมงคล เป็นกิจกรรมยอดนิยม ซึ่งสะท้อนว่า Gen Z ใช้ความเชื่อเป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงตัวตนและสร้างความมั่นใจ

พฤติกรรมการมูเตลูของ Gen Z ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพิธีกรรมดั้งเดิม แต่ถูกผสานเข้ากับแฟชั่นและไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ เช่น เสื้อผ้า เครื่องสำอาง วอลเปเปอร์มงคล และเครื่องประดับแฟชั่น ทำให้เกิดการตลาดแบบ “Muketing” หรือการสร้างเนื้อหาที่ผสานความเชื่อเข้ากับความงามและสุนทรียภาพบนแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยเฉพาะ TikTok ซึ่งมีการกล่าวถึงมูเตลูสูงถึง 94.5% ของเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) ได้เข้ามาสนับสนุน Soft Power ไทยผ่านโครงการ Faith Fashion โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นสายมูใน 4 ภาค ได้แก่ เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายไทย อัญมณีและเครื่องประดับไทย หัตถอุตสาหกรรมไทย และเครื่องสำอางความงาม โครงการนี้ช่วยยกระดับ SMEs และวิสาหกิจชุมชน 50 กิจการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 100 ล้านบาท ด้วยแนวทางการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นและนวัตกรรมสมัยใหม่

ตัวอย่างความสำเร็จ ได้แก่

  • THAIS ECOLEATHERS สร้าง “กระเป๋าพลังหิน” จากหนังรีไซเคิล ผสานหินมงคลและเรื่องราวเพื่อสร้าง Soft Power ระดับโลก

  • Anya The Herb พัฒนาน้ำมันอโรม่าที่ผ่านพิธีปลุกเสก ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพจิตและความงามสำหรับคนรุ่นใหม่

  • Pennin Jewelry ออกแบบเครื่องประดับนางกวักร่วมสมัย ผสมผสานอัญมณีประจำวันเกิดและยันต์มงคล เพื่อสร้าง Storytelling ที่เชื่อมโยงรากวัฒนธรรมไทยกับความเชื่อสากล

โอกาสสำคัญในการขยายตลาดสายมูไทยอยู่ที่ จีน เนื่องจากผู้บริโภคชาวจีนมีความสนใจเครื่องรางไทยเพิ่มขึ้น และมองเป็นแฟชั่นที่แสดงอัตลักษณ์ การใช้ KOLs และแพลตฟอร์ม Douyin (TikTok จีน) เป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย พร้อมกับเน้นการสื่อสารแบรนด์ที่เชื่อมโยง “ความเป็นไทย” กับเรื่องราวสากล

นักวิเคราะห์มองว่าตลาดสายมูไทยมีศักยภาพเติบโตสูง เพราะไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ขาย “คุณค่าและเรื่องเล่า” ซึ่งตอบสนองความต้องการทางใจและแฟชั่นของผู้บริโภคยุคใหม่ การผสานความเชื่อเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย นวัตกรรม และความยั่งยืน ทำให้ตลาดนี้สามารถสร้าง Soft Power ไทยในระดับโลกได้อย่างแข็งแกร่ง

ในอนาคต ตลาดสายมูไทยยังมีโอกาสขยายตัวสูง โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z และผู้บริโภคต่างชาติที่ต้องการสินค้าที่เชื่อมโยงความงาม ความเชื่อ และความเป็นตัวตน การสนับสนุนจากรัฐและการสร้างความโปร่งใสทางกฎหมายจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความยั่งยืนและความน่าเชื่อถือ ทำให้สายมูไทยไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังกลายเป็นหนึ่งใน Soft Power ของประเทศไทยบนเวทีโลก

TAGS: #FaithFashion #สายมู #มูเตลู #GenZ #SoftPower