บีโอไอ คาดหวังญี่ปุ่นจะเร่งปรับแผนธุรกิจลดผลกระทบจากการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา โดยย้ายฐานการผลิตชิ้นส่วนฯจากกัมพูชามาไทย ขณะที่บอร์บีโอไอนัดแรกรอเคาะ 3มาตรการเร่งด่วนกระตุ้นลงทุนช่วง 4 เดือน
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ เปิดเผยว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ จากการปิดด่านชายแดน ทำให้แต่ละบริษัทต้องมีการประเมินแนวทางแก้ปัญหาเพราะมีผลกระทบโดยตรงในเรื่องต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ในกรณีบริษัทญี่ปุ่นที่มีโรงงานในกัมพูชา ซึ่งมีหลายรายที่เป็นฐานผลิตซัพพลายเชนส่งมายังโรงงานในไทย ก่อนหน้านี้ได้มีการหารือกับนักลงทุนญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบ พบว่าหลังปิดด่านชายแดน จากเดิมที่เป็นการขนส่งสินค้าทางบกก็ต้องใช้ขนส่งทางเรือที่ต้องวิ่งอ้อมไปเวียดนามและลาวก่อนส่งเข้ามาที่ไทย ส่งผลให้เกิดค่าขนส่งเพิ่มขึ้น 5-10 เท่า และระยะเวลาการขนส่งเพิ่มขึ้นมากซึ่งอาจส่งผลต่อกระบวนการผลิตในไทย ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่ผลิตชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ เช่น Minebea Denso เป็นต้น
อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บอร์ดบีโอไอ) ได้ออกมาตรการช่วยเหลือนักลงทุนไทยและต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่านพรหมแดนไทย-กัมพูชาเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 พบว่ายังมีนักลงทุนส่วนน้อยที่ย้ายฐานการผลิตจากกัมพูชามายังไทย แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากการปิดด่านเนื่องจากโรงงานที่ตั้งในกัมพูชามีขนาดใหญ่ และใช้แรงงานจำนวนมาก(labour intensive) ทำให้ลำบากในการย้ายฐานการผลิตมาไทย
“ขณะนี้สถานการณ์ไทย-กัมพูชา มองกันว่าต้องใช้เวลานานหากจะมีการเปิดด่านขึ้นมาเพราะต้องคำนึงถึงความมั่นคงเป็นลำดับแรก ดังนั้นนักลงทุนต่างชาติต้องปรับ Business Modelกันใหม่ หากจะเลือกย้ายฐานจากไทยไปกัมพูชาคงเป็นไปได้ยาก แต่ถ้าย้ายฐานการผลิตจากกัมพูชามาฝั่งไทยน่าจะมีความเป็นไปได้ สิ่งสำคัญก็คือการย้ายฐานมาต้องมีแรงงานรองรับให้เพียงพอด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางภาครัฐต้องเข้ามาดำเนินการ”
นายนฤตม์ กล่าวว่า ในการประชุมบอร์ดบีโอไอวันที่ 17 ต.ค. นี้ บีโอไอเตรียมเสนอมาตรการเร่งด่วนด้านการลงทุน 3 เรื่อง คือ 1. มาตรการเร่งรัดการลงทุน 70 โครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมลงทุนในช่วง 2 ปี(ปี66-67)ที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้เริ่มลงทุนรวมมูลค่า 3-4 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในกิจการData Center อิเล็กทรอนิกส์ นิคมอุตสาหกรรม และธุรกิจไฟฟ้า โดยจะพิจารณาถึงปัญหาและอุปสรรคของความล่าช้า เพื่อให้เกิดการลงทุนจริงภายใน 4เดือนนี้
2.มาตรการพัฒนาบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ เซมิ คอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า(อีวี) แผงวงจรพิมพ์(PCB ) AI เป็นต้น โดยบีโอไอร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และภาคเอกชน จะปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรเพื่อเพิ่มทักษะในระยะสั้น โดยจะมี 3 รูปแบบ ได้แก่ ลักษณะ Bootcamp หลักสูตรระยะสั้น ที่รวมการฝึกปฏิบัติในโรงงาน และหลักสูตรออนไลน์ เทรนนิ่ง มีเป้าหมายสร้างบุคลากรให้มีความพร้อมตามนโยบายของรองนายกฯ เอกนิติ ที่ตั้งไว้ 100,000 คนในช่วง4เดือน
3.มาตรการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัวในการแข่งขันโลกยุคใหม่ โดยปรับเครื่องจักรให้ทันสมัย การใช้ Automation และดิจิทัล เป็นต้น จากเงินกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน