ตลาดไก่งวงในไทยยังขาดแคลนทั้งไข่และลูกไก่ทำให้ฟาร์มแทบทุกแห่งมีออร์เดอร์รอการเลือกพันธุ์อเมริกันบรอนซ์ พ่อแม่พันธุ์แท้พร้อมเทคนิคการอนุบาลและให้อาหารอย่างเหมาะสมจะช่วยให้เกษตรกรขายไก่งวงได้ในเวลา 1 ปี
“ไก่งวง” กำลังกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจทางเลือกที่น่าจับตาในตลาดปศุสัตว์ไทย เนื่องจากนอกจากการเลี้ยงเพื่อจำหน่ายเนื้อแล้ว ยังสามารถเพาะพันธุ์ลูกไก่งวงขายให้เกษตรกรรายอื่นได้ โดยจุดเด่นของไก่งวงคือมีขนาดตัวใหญ่ น้ำหนักมาก ทำให้ราคาจำหน่ายต่อหน่วยสูง ตัวเต็มวัยขายได้หลักพันบาทต่อหนึ่งตัว ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ คือการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์แท้ตั้งแต่เริ่มต้น
ตลาดยังขาดแคลน ผลิตไม่ทันความต้องการ
ปัจจุบันอุปทานไก่งวงในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทั้งในรูปแบบไข่ไก่งวงและลูกไก่ ส่งผลให้เกือบทุกฟาร์มมีออร์เดอร์รออยู่ต่อเนื่อง
สายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงในไทย
-
อเมริกันบรอนซ์ – ขนสีเทาเข้มปนดำ ออกไข่ราว 70 ฟอง/ปี ตัวผู้หนัก 15 กก., ตัวเมีย 9 กก., โตเร็ว เลี้ยงง่าย และให้ผลตอบแทนคุ้มค่า
-
เบลท์สวิลล์ สมอลไวท์ – ขนสีขาว ขนาดเล็กกว่า ออกไข่เฉลี่ย 80 ฟอง/ปี ตัวผู้หนัก 8 กก., ตัวเมีย 5 กก.
-
บอร์บอนเรด – ขนสีแดง ตัวผู้หนัก 9 กก., ตัวเมีย 4 กก., ออกไข่ราว 80 ฟอง/ปี
เกษตรกรส่วนใหญ่เลือกพันธุ์อเมริกันบรอนซ์ เนื่องจากให้ผลผลิตและราคาดีกว่าสายพันธุ์อื่น
เทคนิคการเพาะและอนุบาล
เมื่อลูกไก่ฟักออกจากไข่ ควรรีบเก็บมาอนุบาลทันทีเพื่อป้องกันการเหยียบตาย เพราะไก่งวงมีสัญชาตญาณเลี้ยงลูกต่ำ ควรดูแลอย่างใกล้ชิดในช่วง 3 เดือนแรก โดยต้องมีความอบอุ่นเพียงพอ มีแสงแดดอ่อนช่วงเช้า พื้นที่เลี้ยงสะอาด อากาศถ่ายเทดี และใช้จุลินทรีย์ช่วยกำจัดยุง
การให้อาหาร
-
24 ชั่วโมงแรก: ให้น้ำสะอาดเท่านั้น ห้ามให้อาหาร เพราะอาจทำให้ลูกไก่ตายใน 30 วัน
-
ช่วง 2 เดือนแรก: ให้หัวอาหารเม็ด
-
หลังจากนั้น: เปลี่ยนเป็นผักตบชวาสับหรือหญ้าเลี้ยงสัตว์สับหยาบ ผสมปลายข้าวและโปรตีนเสริมเพื่อเร่งการเจริญเติบโต
จัดการพื้นที่เลี้ยงอย่างเหมาะสม
เนื่องจากไก่งวงมีนิสัยรักอิสระ ไม่ควรเลี้ยงหนาแน่นเกินไป แนะนำ 200–250 ตัวต่อพื้นที่ 1 ไร่
ด้วยการจัดการที่ถูกต้องและการเลือกพันธุ์คุณภาพ เกษตรกรสามารถจำหน่ายไก่งวงได้ภายในไม่ถึง 1 ปี สร้างรายได้หลักพันบาทต่อหนึ่งตัว ตอบโจทย์ทั้งตลาดเนื้อและตลาดพันธุ์ที่ยังมีช่องว่างให้เติบโต