ไทย-กัมพูชาเดินหน้าคลี่คลายปมพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล"ประนอมภาคบังคับ" ไม่ใช่การขึ้นศาล จับตาทางออกข้อพิพาทแอ่งปัตตานี จุดยืนที่ต่างกันเรื่องแบ่งเขตทะเลและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรด้านพลังงาน
หลังจากที่บันทึกความเข้าใจฉบับปี 2544 ถูกบอกเลิกไป ทั้งไทยและกัมพูชาต่างเห็นพ้องกันว่าสมควรดำเนินการแก้ไข ข้อพิพาทพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนในไหล่ทวีป ภายใต้กรอบของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS ซึ่งทางฝั่งกัมพูชาได้แสดงความประสงค์ที่จะใช้กลไก "กระบวนการประนอมภาคบังคับ" (Compulsory Conciliation) และในที่สุดรัฐบาลไทยก็ตอบตกลงเข้าร่วมกระบวนการอย่างเป็นทางการ โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 แต่งตั้งให้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการดำเนินกระบวนการนี้
สิ่งสำคัญที่สังคมต้องทำความเข้าใจร่วมกันคือ กระบวนการประนอมภาคบังคับนี้ไม่ใช่การขึ้นศาล และคณะกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นมาก็ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาหรืออนุญาโตตุลาการที่จะมาตัดสินชี้ขาดว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่ตามกฎหมายทะเลระบุไว้อย่างชัดเจนว่า คณะกรรมาธิการมีหน้าที่เพียงรับฟัง ข้อเรียกร้อง ข้อคัดค้าน และทำหน้าที่เป็น "ผู้ช่วยเจรจา" เพื่อเสนอแนะแนวทางที่จะนำไปสู่การระงับข้อพิพาทฉันมิตรเท่านั้น ที่สำคัญที่สุดคือ รายงานและข้อเสนอแนะที่คณะกรรมาธิการจัดทำขึ้นภายในกรอบเวลา 12 เดือน จะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายให้คู่กรณีจำต้องปฏิบัติตาม ทั้งไทยและกัมพูชาจึง มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธข้อเสนอนั้นได้เสมอ
สำหรับคณะกรรมาธิการหรือผู้ประนอม (conciliator) นั้น ประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิระดับสากลที่แต่ละฝ่ายเลือก เข้ามาฝั่งละ 2 คน รวมเป็น 4 คน โดยฝั่งไทยได้เลือก อัลเบิร์ต ฮอฟแมน (Albert Hoffmann) ผู้พิพากษาศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (International Tribunal for the Law of the Sea – ITLOS) ชาวแอฟริกาใต้ และรูดิเกอร์ วูลฟรุม (Rudiger Wolfrum) ผู้พิพากษาศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศชาวเยอรมัน
ส่วนฝั่งกัมพูชาได้คัดเลือกผู้ประนอม 2 คน เช่นกัน คือ ปีเตอร์ ทักเซอร์-เยนเซ่น (Peter Taksøe-Jensen) นักการทูตผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศ ชาวเดนมาร์ก และ ฌองมาร์ค ตูเวอร์แนง (Jean-Marc Thouvenin) นักกฎหมายระหว่างประเทศชาวฝรั่งเศส
ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่ามีผู้ประนอม 2 คน คือ Peter Taksøe-Jensen และ Rudiger Wolfrum โดย Tokoe-Jensen เคยประสบความสำเร็จอย่างสูงในฐานะคณะกรรมการประนอมภาคบังคับในคดีประวัติศาสตร์ระหว่างออสเตรเลียและติมอร์-เลสเตมาแล้ว
อย่างไรก็ตาม ต้องตระหนักว่าผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้จะทำงานอย่างเป็นอิสระ ไร้อคติ และไม่ได้ทำหน้าที่เป็นทนายแก้ต่างให้แก่ประเทศที่เลือกตนเองเข้ามาแต่อย่างใด
แม้จะมีคนกลางระดับโลกมาช่วยประคับประคอง แต่ความ ท้าทายสำคัญย่อมอยู่ที่เป้าประสงค์และจุดยืนของทั้งสองประเทศที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยฝั่งกัมพูชาเสนอแนวทางให้มีการแบ่งเขตทางทะเลถาวร หรือหากยังตกลงกันไม่ได้ ก็มีทางเลือกเป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อจัดทำระบอบพัฒนาร่วม (JDA) และแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียม
ในขณะที่ฝั่งไทยเน้นย้ำจุดยืนอย่างหนักแน่นว่าจะต้องเจรจาแบ่งเขตทางทะเลถาวรให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเท่านั้น และปฏิเสธ ที่จะเจรจาเรื่องการแบ่งปันทรัพยากรพลังงานกับกัมพูชาโดยสิ้นเชิง
จากจุดยืนที่ต่างกันนี้ คณะกรรมาธิการอาจพิจารณาหาทางออกในส่วนที่ตรงกันก่อน นั่นคือการนำเสนอแนวประเมินเส้นเขตแดนทางทะเลหลายๆ รูปแบบตามหลักสากล ไม่ว่าจะเป็นหลักความเที่ยงธรรม สัดส่วนของชายฝั่ง หรืออิทธิพลของเกาะต่างๆ เพื่อให้ทั้งสองประเทศใช้เป็นพื้นฐานในการเจรจาจนเป็นที่พอใจและจัดทำสนธิสัญญาเขตแดนถาวรร่วมกัน แต่หากยังตกลงกันไม่ได้ คณะกรรมาธิการก็จะบันทึกปัญหาอุปสรรค ทั้งแง่ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายลงในรายงานเพื่อส่งต่อให้เลขาธิการสหประชาชาติต่อไป
อย่างไรก็ตาม จุดยืนของไทยที่ต้องการลากเส้นเขตแดนให้จบโดยไม่ยอมคุยเรื่องการแบ่งปันพลังงาน อาจกลายเป็นจุดอ่อนที่เผชิญความท้าทายในความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์ เพราะพื้นที่ทับซ้อนดังกล่าวมี "แอ่งปัตตานี" ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่คาบเกี่ยวอยู่ถึง 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมด ทำให้ในทางปฏิบัติ แม้จะสามารถตกลงลากเส้นเขตแดนถาวรสายใหม่ได้สำเร็จ เส้นนั้นก็ต้องลากผ่านพื้นที่ของแอ่งปัตตานีอยู่ดี ซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่บริษัทสัมปทานของแต่ละประเทศจะมาตั้งแท่นขุดเจาะประชิดติดกันโดยไม่เกิดการกระทบกระทั่งหรือแย่งสูบก๊าซจากแอ่งเดียวกัน
ดังนั้นคณะกรรมาธิการจึงจำเป็นต้องมองหาทางออกอื่นๆ มานำเสนอเพิ่มเติม เช่น การเสนอ "ระบอบพิเศษเพื่อประสานประโยชน์" หรือการเสนอให้ตั้งพื้นที่พัฒนาร่วม (JDA) ในขนาดที่เล็กที่สุดเฉพาะบริเวณแอ่งปัตตานี เพื่อให้ฝั่งไทยสามารถยอมรับได้
กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS เป็นเพียง "สะพานเชื่อม" และโอกาสครั้งสำคัญในการหาทางออกโดยมีผู้เชี่ยวชาญระดับโลกมาช่วยไกล่เกลี่ย สุดท้ายแล้วข้อพิพาทนี้จะจบลงด้วยดีหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับว่าทั้งไทยและกัมพูชาจะพิจารณาข้อเสนอเหล่านี้ด้วยความประนีประนอม มีความยืดหยุ่นระหว่างกัน และหันหน้ามาเจรจากันฉันมิตร โดยคำนึงถึงความจริงที่ว่าอย่างไรเสีย ทั้งสองประเทศก็เป็นเพื่อนบ้านที่ไม่สามารถแยกย้ายหนีจากกันไปได้