โดย...นพ.กรณ์ ปองจิตธรรม
ท่ามกลางกระแสถกเถียงเรื่องการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกของประเทศไทย สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เรื่องฟุตบอล แต่คืออารมณ์ของคนในสังคม เพราะทันทีที่มีข่าวว่ารัฐอาจไม่ยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อซื้อลิขสิทธิ์ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังขึ้นทันทีราวกับประเทศกำลังจะขาดใจ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องคนไทยควรได้ดูบอลโลกหรือไม่ แต่คือทำไมความบันเทิงชนิดหนึ่ง ถึงกลายเป็นหน้าที่ที่รัฐต้องจัดหาให้โดยอัตโนมัติ
ฟุตบอลโลกสร้างความสุขให้คนจำนวนมาก นั่นคือเรื่องจริง แต่เราก็ต้องยอมรับความเป็นจริงอีกข้อว่า เงินภาษีของรัฐมีจำกัด และทุกการใช้เงินคือการเลือกว่าจะให้ความสำคัญกับสิ่งใดก่อนหลัง เงินระดับพันล้านบาทอาจดูเล็กน้อยสำหรับคนมีเงินในเมืองใหญ่ แต่เงินก้อนเดียวกันนี้สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาที่กระทบชีวิตคนได้โดยตรง ทั้งเรื่องโรงพยาบาล โรงเรียน หรือหนี้สิน ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลหลายคนไม่มีโอกาสได้สัมผัสความบันเทิงระดับโลกที่กำลังเรียกร้องอยู่ด้วยซ้ำ
ประเด็นนี้ไม่ใช่การดูถูกความสุขของใคร และไม่ใช่การบอกว่าฟุตบอลไร้สาระ แต่เป็นการชวนสังคมกลับมาตั้งคำถามว่า ในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ อะไรคือสิ่งจำเป็นสาธารณะที่ต้องทำก่อน สิ่งที่น่ากลัวกว่าการไม่ได้ดูบอล คือการที่สังคมเริ่มแยกไม่ออกระหว่าง สิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องให้ กับ ความพึงพอใจที่อยากได้รับส่วนตัว
ในต่างประเทศ รัฐแยกเรื่องนี้ขาดตั้งแต่นโยบาย อังกฤษมีกฎหมายชัดเจนว่ากีฬาไหนเป็นประโยชน์สาธารณะที่ต้องฉายฟรีทีวี เช่น โอลิมปิก หรือฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ส่วนที่เหลือปล่อยให้เป็นเรื่องของตลาดเสรี ใครอยากดูก็ซื้อเอา สังคมของเขาตกลงกันจบแล้วว่าอะไรคือสิ่งจำเป็นร่วมกัน และอะไรคือความต้องการของผู้บริโภคที่ควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ญี่ปุ่นก็เช่นกัน สถานีสาธารณะอย่าง NHK รู้หน้าที่ชัดเจนจากรัฐว่าต้องถ่ายทอดสดรายการใดเพื่อประโยชน์สาธารณะ ส่วนที่เหลือเป็นตลาดเสรี สังคมญี่ปุ่นจึงไม่ค่อยมีดราม่าเรื่องนี้ เพราะเส้นแบ่งชัดเจนมาตั้งแต่ต้น เกาหลีใต้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนและใกล้เคียงกับไทย ช่วงทศวรรษ 1990 ถึงต้น 2000 ที่เผชิญวิกฤต IMF จนงบประมาณรัฐตึงตัวอย่างหนัก รัฐบาลเกาหลีเลือกตัดงบความบันเทิงระยะสั้น แล้วเอาเงินไปลงกับโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และเทคโนโลยีอย่างจริงจัง แม้จะต้องแลกกับความไม่พอใจทางการเมืองในตอนนั้น แต่ผลลัพธ์ในระยะยาวคือเกาหลีกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้และระบบสาธารณสุขที่ดีในวันนี้ ส่วนบราซิลทำตรงกันข้าม รัฐทุ่มเงินจัดฟุตบอลโลกปี 2014 ท่ามกลางความเหลื่อมล้ำและระบบโรงพยาบาลที่ย่ำแย่ ผลคือประชาชนออกมาประท้วงครั้งใหญ่ทั่วประเทศ เพราะพวกเขารู้สึกว่ารัฐเลือกเอาภาพลักษณ์มากกว่าชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน บทเรียนคือเมื่อลำดับความสำคัญสับสน ความรักในกีฬาก็เปลี่ยนเป็นความโกรธได้เช่นกัน
ความต่างระหว่างประเทศเหล่านี้กับไทยไม่ใช่เรื่องจำนวนเงิน แต่คือกระบวนการคิด ประเทศไทยไม่เคยคุยกันให้จบในระดับนโยบายว่า กีฬาหรือความบันเทิงแบบไหนที่เป็นสิทธิของทุกคนจริงๆ เราจึงต้องมานั่งทะเลาะกันเรื่องเดิมทุกๆ 4 ปี โดยไม่มีคำตอบที่ชัดเจนขึ้นเลย
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือรูปแบบของการเรียกร้องที่เปลี่ยนไป ประชาชนมีสิทธิเรียกร้องต่อรัฐซึ่งเป็นหัวใจของประชาธิปไตย แต่มีความแตกต่างระหว่างการเรียกร้องนโยบายที่ดีกว่า กับการคาดหวังว่ารัฐจะจัดหาความสุขให้ทุกรูปแบบโดยอัตโนมัติ เมื่อระบบการเมืองเน้นตอบสนองความต้องการระยะสั้นเพื่อเอาใจคน มากกว่าการแก้ปัญหาโครงสร้างระยะยาว ผลลัพธ์คือค่านิยมของสังคมเกี่ยวกับบทบาทของรัฐจะค่อยๆ เสียไป จนเกิดความเคยชินที่สะสมมานาน ซึ่งเป็นปัญหาทางวัฒนธรรมที่แก้ไขได้ยากกว่าตัวนโยบายเสียอีก
สุดท้าย ฟุตบอลโลกครั้งนี้เป็นมากกว่าดราม่าชั่วคราวในโลกออนไลน์ เพราะมันกำลังสะท้อนคำถามสำคัญว่า สังคมไทยอยากเติบโตไปทางไหน สังคมที่มีกระบวนการตัดสินใจชัดเจนว่าอะไรคือสิทธิร่วม และอะไรคือความต้องการส่วนบุคคล โดยไม่ต้องรอให้เกิดกระแสความโกรธก่อนทุกครั้ง หรือจะเป็นสังคมที่รอให้รัฐตัดสิน พอตัดสินแล้วก็โกรธ แล้วก็ลืม แล้วก็กลับมาวนซ้ำในวัฏจักรเดิม คำถามนี้ไม่มีคำตอบในสนามฟุตบอล แต่มีคำตอบในวิธีที่สังคมเลือกที่จะถกเถียงเรื่องนี้