วิกฤตประเทศไทย 2026 บทเรียนจากต้มยำกุ้งสู่กับดักหนี้โลก

วิกฤตประเทศไทย 2026 บทเรียนจากต้มยำกุ้งสู่กับดักหนี้โลก
โดย...นพ.กรณ์ ปองจิตธรรม

ไม่ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะจบลงด้วยการเจรจาหรือสงครามเต็มรูปแบบ ประเทศไทยในฐานะฟันเฟืองหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลกก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงวิกฤตครั้งใหญ่ที่รออยู่เบื้องหน้าได้ ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวคือ ปัญหาพลังงานและปาหี่การเมืองโลกเป็นเพียงปัจจัยภายนอกที่เข้ามาเปิดแผลเน่าเฟะภายในโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่สะสมมานานหลายทศวรรษ

ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างวิกฤตต้มยำกุ้ง (Tom Yum Goong Crisis) ปี 2540 กับวิกฤตปี 2569 คือโครงสร้างของหนี้ (Structure of Debt)

ในปี 2540 ภาวะฟองสบู่แตกเกิดจากหนี้ภาคเอกชน (Private Debt) ของบริษัทขนาดใหญ่ที่กู้ยืมเงินตราต่างประเทศมาลงทุนเกินตัว แต่ในภาคครัวเรือนและภาคการคลังของรัฐยังมีความแข็งแกร่งและมีพื้นที่ให้หายใจ ความจริงที่ต้องบันทึกไว้คือในขณะนั้นประเทศไทยมีสถานะการคลังที่ยอดเยี่ยม หนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่เพียงประมาณ 15% เท่านั้น และเรามีเงินสำรองระหว่างประเทศแม้จะร่อยหรอในช่วงสู้ค่าเงิน แต่ฐานรากของรัฐบาลไม่ได้ผุพัง เมื่อมีการลอยตัวค่าเงินบาท (Managed Float) เครื่องยนต์ส่งออกจึงทำงานได้อย่างรวดเร็วและพยุงประเทศให้รอดพ้นความตายมาได้

ในทางตรงกันข้าม วิกฤตปี 2569 คือวิกฤตของหนี้ครัวเรือน (Household Debt) ที่พุ่งสูงทะลุเพดานเกินกว่า 90% ของ GDP ซึ่งเป็นหนี้อุปโภคบริโภคที่ไม่ได้สร้างรายได้ และหนี้สาธารณะ (Public Debt) ที่จ่อระดับวิกฤตเกินกว่า 60-70% ของ GDP จนแทบไม่เหลือพื้นที่คลัง (Fiscal Space) ให้รัฐบาลขยับตัว เครื่องยนต์ส่งออกที่เคยเป็นพระเอกกลับติดหล่มจากต้นทุนพลังงานที่ผันผวนและการถูกดิสรัปต์ (Disruption) ทางเทคโนโลยี ประเทศไทยกลายเป็นสังคมสูงวัย (Aging Society) ที่ขาดแคลนแรงงานวัยฉกรรจ์และกำลังซื้อภายในซบเซาอย่างหนัก ยาแรงที่เคยใช้ในปี 2540 จึงไม่อาจนำมารักษาอาการป่วยในปัจจุบันได้

นโยบายการแก้ปัญหาของรัฐบาลในปัจจุบันที่เน้นการอัดฉีดเงินสด (Cash Handout) และการตรึงราคาน้ำมันดีเซล คือการรักษาตามอาการ (Palliative Care) ที่ไม่ตรงจุดและกำลังจะถึงทางตัน การให้เงินเพื่อประคองชีวิตคนตัวเล็กและกลุ่มเอสเอ็มอี (SMEs) เปรียบเสมือนการเติมเลือดให้กับคนไข้ที่ตกเลือดไม่หยุด แม้จะช่วยให้ไม่เสียชีวิตในทันที แต่หากไม่ผ่าตัดเพื่อหยุดจุดเลือดออก คนไข้ก็ย่อมตายจากภาวะช็อกทางเศรษฐกิจในที่สุด ปัญหาหลักคือนโยบายเหล่านี้ไม่ได้สร้างรายได้ใหม่หรือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ แต่กลับเป็นการเผาทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้หมดไปกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงตามราคาพลังงานโลก

ทางรอดเดียวที่พอจะทันเวลาคือการใช้ยาสูตรผสมระหว่าง การอัดฉีดเงินเพื่อประคองชีพ (Emergency Life Support) ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างใหญ่ทางการเศรษฐกิจ (Structural Transformation) ที่ต้องทำอย่างเป็นระบบใน 3 ด้านหลัก ดังนี้:

หนึ่งคือการปฏิรูปภาคเกษตรและอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) ประเทศไทยไม่อาจเป็นเพียงโรงงานประกอบหรือแปลงเกษตรแบบดั้งเดิมได้อีกต่อไป รัฐต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อสร้างสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ไม่ใช่เพียงการพยุงราคาสินค้าเกษตรไปวันๆ

สองคือการทลายการผูกขาด (Demonopolization) ปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทยคือการกระจุกตัวของทุนในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เพียงไม่กี่กลุ่ม ซึ่งทำให้เงินที่อัดฉีดลงไปไหลกลับสู่ส่วนกลางอย่างรวดเร็ว การปรับโครงสร้างภาษีและการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าอย่างจริงจังจะช่วยสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้เอสเอ็มอีเติบโตได้จริง

สามคือการบริหารจัดการสังคมสูงวัยอย่างเป็นระบบ รัฐบาลต้องเปลี่ยนวิกฤตวัยเกษียณให้กลายเป็นโอกาสด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เพื่อให้แรงงานที่อายุมากขึ้นยังสามารถทำงานที่มีมูลค่าเพิ่มได้ รวมถึงการเปิดรับแรงงานทักษะสูงจากต่างชาติเพื่อเข้ามาเติมเต็มช่องว่างของประชากรวัยทำงานที่หายไป

การปรับโครงสร้างเหล่านี้ต้องควบคู่ไปกับการ "ป้อนความรู้" และ "ปัจจัยที่ไม่ใช่เงิน" เพราะถ้าเรายังแจกเงินแบบเดิมในบ่อนที่เจ้ามือคุมเกมแบบนี้ “เงินที่แจกไปมันก็จะไหลกลับไปเข้ากระเป๋าเจ้ามือผ่านค่าน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภคของกลุ่มทุนใหญ่หมด และมีเงินทอนให้นักการเมืองที่จะวนเป็นเศษเงินมาซื้อเสียงต่อในการเลือกตั้งครั้งต่อไป”

การให้เงินโดยไม่ให้ความรู้ (Knowledge) และการไม่ปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำมาหากิน คือการสร้างสภาวะพึ่งพา (Learned Helplessness) ที่จะพาทั้งคนและประเทศไปสู่หายนะ รัฐบาลต้องมีความกล้าหาญที่จะสื่อสารความจริงกับประชาชนว่า ยาหวานที่ชื่อประชานิยมนั้นเป็นเพียงยาแก้ปวดชั่วคราว และถึงเวลาที่ทุกคนต้องรับยาขมในการปรับปรุงทักษะการทำงานและสร้างรายได้จากมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ก่อนที่ห้องไอซียูทางการคลังจะไม่เหลือพื้นที่ให้ใครอีกต่อไป

คำถามที่ว่ามันจะทันหรือไม่ ต้องมองว่าเราอยู่ในช่วงนาทีสุดท้ายก่อนเข้าห้องไอซียู หากรัฐบาลยังมุ่งเน้นเพียงการทำประชานิยมเพื่อผลทางการเมืองโดยไม่กล้าเผชิญหน้ากับกลุ่มทุนใหญ่หรือบอกความจริงที่เจ็บปวดกับประชาชน วิกฤตครั้งนี้อาจกลายเป็นทศวรรษที่สาบสูญ (Lost Decade) ของประเทศไทยอย่างแท้จริง การปรับโครงสร้างต้องเริ่มตั้งแต่วินาทีนี้และต้องทำอย่างต่อเนื่องโดยไม่คำนึงถึงรอบของการเลือกตั้ง เพราะนี่คือการรักษาชีวิตของประเทศในระยะยาว

TAGS: #กรณ์ปองจิตธรรม #ต้มยำกุ้ง #กับดักหนี้โลก #วิกฤตประเทศไทย