SCB EIC หั่น GDP ไทยปี 69 เหลือ 1.4% ชี้น้ำมันพุ่ง 6 บาท เสี่ยงกระทบสงกรานต์-กำลังซื้อ

SCB EIC หั่น GDP ไทยปี 69 เหลือ 1.4% ชี้น้ำมันพุ่ง 6 บาท เสี่ยงกระทบสงกรานต์-กำลังซื้อ
SCB EIC หั่น GDP ไทยปี 69 เหลือ 1.4% รับวิกฤตตะวันออกกลางดันน้ำมันพุ่ง-เงินเฟ้อเร่งตัว 3.2% ประเมินรัฐฯ ปรับขึ้นราคาน้ำมันแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” ช่วยลดแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจ

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า SCB EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.4% (เดิม 1.8%) จากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง ที่ทำให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว อัตราเงินเฟ้อทั่วไปไทยเฉลี่ยทั้งปีจะเร่งตัวขึ้นมากเกิน กรอบเป้าหมายของ ธปท. อยู่ที่ 3.2% ขณะที่การใช้จ่ายในประเทศจะชะลอลง โดยเฉพาะการบริโภคที่มีแนวโน้มจะถูกกระทบจากกำลังซื้อครัวเรือนและความเชื่อมั่นที่ลดลงตามราคาพลังงานและอาหารที่ปรับสูงขึ้น และจากรายได้แรงงาน ที่แท้จริงที่หดตัว สำหรับภาคธุรกิจจะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นและอัตรากำไรที่ลดลง ธุรกิจจะชะลอการลงทุน จากความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น เสถียรภาพเศรษฐกิจจะมีความเปราะบางมากขึ้นจากแนวโน้มโอกาสการขาดดุลบัญชี เดินสะพัด การขาดดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย และการขาดดุลการคลังที่สูงขึ้น (triple deficits)

ทั้งนี้ จากกระแสความกังวลหลังภาครัฐประกาศเตรียมปรับขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาท เมื่อคืนวันที่ 26 มี.ค. 69 ที่ผ่านมา SCB EIC ประเมินว่าภาครัฐจะใช้แนวทางปรับขึ้นแบบ "ค่อยเป็นค่อยไป" และไม่ตรึงราคาพลังงาน ณ ระดับหนึ่งนาน เกินไปเพื่อไม่ให้เป็นภาระการคลังในการตรึงราคาพลังงานมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิด Price shock ปรับตัวขึ้นแรงที่อาจกระทบเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การขยับราคาในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง จึงเสนอแนะให้รัฐบาลเร่งผนึกกำลังทุกภาคส่วนเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมส่งเสริม "พลังงานทดแทน" เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและเสริมสร้างโครงสร้างธุรกิจไทยให้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืนในระยะยาว

สงครามตะวันออกกลางยกระดับความรุนแรงเป็น “วิกฤตสองทาง" กรณีฐานอาจยืดเยื้อ 2 เดือน

สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบให้ปริมาณน้ำมันและก๊าซที่ต้องผ่านช่องแคบ Hormuz (ประมาณ 20% ของ อุปทานโลก) ลดลงอย่างมาก ทำให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นสูงมากอย่างรวดเร็ว ขณะที่การโจมตีแหล่งพลังงานในตะวันออกกลางได้สร้างความกังวลใจให้กับตลาดในประเด็นอุปทานพลังงานที่อาจใช้เวลาฟื้นฟูนาน รวมทั้งความจำเป็นของประเทศทั่วโลกที่จะพยายามจัดหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติมเพื่อชดเชยปริมาณพลังงานสำรองที่เริ่มลดลง ปัจจัยด้านอุปทานและอุปสงค์เช่นนี้จะทำให้ราคาพลังงานโลกไม่สามารถปรับลดลงได้เร็ว แม้สงครามจะจบลง

SCB EIC ประเมิน 3 ฉากทัศน์ของวิกฤตตะวันออกกลาง โดย 1) กรณีฐาน (Base) ความขัดแย้งจะจบลงภายใน 2 เดือน ราคาน้ำมัน Brent ทั้งปี 2026 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 85 ตอลลาร์ต่อบาร์เรล 2) กรณีเลวร้าย (Adverse) ยืดเยื้อ 4 เดือน และมี การทำลายแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ ราคาน้ำมัน Brent ปี 2026 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ 3) กรณีรุนแรง (severe) ยืดเยื้อเกิน 4 เดือน สงครามขยายวงกว้าง มีประเทศในตะวันออก กลางที่เข้าร่วมสงครามมากขึ้น รวมถึงมีแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานถูกทำลายอย่างหนัก กรณีนี้ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยทั้งปีนี้อาจสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นอกจากราคาพลังงานโลกพุ่งขึ้นแรง สงครามนี้จะทำให้ต้นทุนขนส่งทางบก ทางทะเล และทางอากาศเร่งตัวและผันผวนสูง วิกฤตพลังงานครั้งนี้จึงมีแนวโน้มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าวิกฤตพลังงานในอดีต โดยกำลังขยายผลวงกว้างเป็น “วิกฤตสองทาง” ทั้งจากสินค้าพลังงานและจากการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมสำคัญบางชนิด เช่น เม็ดพลาสติก ปุ๋ย ยา และโลหะ

เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวเพียง 1.4% จากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ต่ำ และเศรษฐกิจเปราะบางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงจากการเร่งตัวของราคาพลังงาน เนื่องจากไทยเป็นประเทศเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิในสัดส่วนสูงถึงราว 8% ของ GDP และมีสัดส่วนสินค้าพลังงานในตะกร้าเงิน เฟ้อสูงราว 12-13% ตลอดจนมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่ำ ผลกระทบของสงครามจะทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญกับ Stagflation จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น รวมทั้งอาจสร้างความเปราะบางต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ ผ่านการขาดดุลใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย และขาดดุลการคลัง มากขึ้น ทั้งนี้ช่องทางหลักของการส่งผ่านผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

(1) ภาคการค้าระหว่างประเทศ จะได้รับผลกระทบจาก Terms of trade (สัดส่วนราคาสินค้าส่งออกต่อราคา สินค้านำเข้า) ที่แย่ลง มูลค่านำเข้าจะเร่งตัวขึ้นมากจากการนำเข้าพลังงานที่ราคาสูงขึ้นมาก ขณะที่การส่งออกจะได้รับผลกระทบจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงกว่าคาด และปัญหาการชะงักงันของอุปทาน (Supply disruption) ที่อาจเกิดขึ้น ส่งผลให้ดุลการค้าลดลงมากและดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุล

(2) ภาคการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยโดยรวมจะชะลอตัว เป็นผลจากจำนวนเที่ยวบินที่มีแนวโน้มลดลง ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันที่เร่งตัว และความกังวลของนักท่องเที่ยว เกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยเริ่มเห็นสัญญาณการลดลงของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรป แต่ยังมีแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพเติบโตอย่างจีนและอินเดีย ในภาพรวม SCB EIC ปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้จาก 34.1 ล้านคนเป็น 33.2 ล้านคน

(3) การบริโภคภาคเอกชน จะชะลอลงจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นตามทิศทางราคาพลังงานโลก ส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อการฟื้นตัวของการใช้จ่ายของครัวเรือนที่ยังคงเผชิญปัญหาแผลเป็นทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านรายได้ ครัวเรือนจากตลาดแรงงานที่ยังเปราะบาง และภาระหนี้สูง

(4) ภาคธุรกิจ เผชิญต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและการขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและกดดันอัตราผลกำไร ความไม่แน่นอนและต้นทุนที่สูงขึ้นจะทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนตัดสินใจชะลอการลงทุนใหม่

(5) ตลาดการเงินผันผวนสูง เงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดการเงินไหลออกทำให้เงินบาทอ่อนค่าเร็ว ส่งผลให้ดุลบัญชีเงินทุนติดลบสูงขึ้น โดย ธปท. อาจต้องเข้ามาดูแลแทรกแซงในตลาด FX ผ่านการใช้เงินสำรองระหว่างประเทศเพื่อไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าเร็วเกินไป

ท่ามกลางภาวะสงครามที่ยังยืดเยื้อ SCB EIC มองเงินเฟ้อเฉลี่ยปีนี้ในกรณีฐาน มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นเกิน กรอบเป้าหมายของ ธปท.ไปอยู่ที่ 3.2% จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ใกล้ 0% โดยเงินเฟ้อจะเริ่มสูงขึ้นจากหมวดพลังงาน และโลจิสติกส์ ก่อนกระจายไปสู่สินค้าที่วัตถุดิบการผลิตขาดแคลนไม่พอใช้ บรรจุภัณฑ์และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป อย่างไรก็ดี มาตรการภาครัฐที่จะออกมา โดยเฉพาะกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มว่าจะต้องรอให้รัฐบาล ค้ำประกันการชำระคืนหนี้ในเพดานวงเงินกู้ที่สูงขึ้น รวมถึงมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ จะช่วยรองรับผลกระทบในประเทศ ได้บ้าง แต่จะทำได้ไม่เต็มที่เช่นในอดีต เนื่องจากหนี้สาธารณะไทยใกล้ชนเพดาน 70% และภาครัฐจะระมัดระวังความ เสี่ยงของการปรับลดเครดิตเรตติงของประเทศ ประกอบกับรายได้จัดเก็บภาษีที่อาจถูกกระทบตามแนวโน้มเศรษฐกิจจะทำให้การขาดดุลการคลังของไทยจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น

TAGS: #ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ #SCB #EIC #สงครามตะวันออกกลาง #ราคาน้ำมัน #สงกรานต์ #เศรษฐกิจไทย