ชำแหละโครงสร้างค่ารักษาเอกชน เสนอแยกค่ายา–ค่าบริการ สร้างความยั่งยืนระบบประกันสุขภาพไทย

ชำแหละโครงสร้างค่ารักษาเอกชน เสนอแยกค่ายา–ค่าบริการ สร้างความยั่งยืนระบบประกันสุขภาพไทย
นพ.กรณ์ ปองจิตธรรม

การปฏิรูปโครงสร้างราคาบริการทางการแพทย์เอกชน: เพื่อความยั่งยืนของระบบประกันภัยและสวัสดิการประชาชน
ในบริบทของระบบสาธารณสุขไทย โรงพยาบาลเอกชนถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) และเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับประชาชนที่ต้องการความรวดเร็วและบริการที่พรีเมียม

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างค่ารักษาพยาบาลให้มีความโปร่งใสและเป็นสากลจึงเป็นประเด็นที่ควรค่าแก่การพิจารณา

1. การแยกค่าบริการออกจากค่ายา (Separation of Fees)

หลักการพื้นฐานที่ควรนำมาพิจารณาคือ การแยก "มูลค่าของตัวยา" ออกจาก "ค่าบริการวิชาชีพ" อย่างชัดเจน ในปัจจุบัน ราคายาในโรงพยาบาลเอกชนมักถูกบวกเพิ่ม (Markup) เพื่อครอบคลุมค่าบริหารจัดการและกำไรขององค์กร ซึ่งหากเปลี่ยนเป็นการคิดราคาตามต้นทุนจริง (Actual Cost) แล้วกำหนดเป็น "ค่าบริการจ่ายยาโดยเภสัชกร" หรือ "ค่าบริหารจัดการเวชภัณฑ์" เป็นสัดส่วนที่เหมาะสมแทน จะช่วยให้ผู้รับบริการเข้าใจถึงที่มาของค่าใช้จ่าย และสามารถเปรียบเทียบราคาในตลาดได้อย่างเป็นธรรม

2. ความโปร่งใสของต้นทุนในบริษัทจดทะเบียน (Cost Transparency)

สำหรับโรงพยาบาลที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การเปิดเผยโครงสร้างกำไรที่มาจากการขายยาเทียบกับกำไรจากการบริการทางการแพทย์ ถือเป็นการแสดงธรรมาภิบาลต่อผู้ถือหุ้นและผู้บริโภค การคำนวณกำไรบนพื้นฐานของต้นทุนที่แท้จริง (Cost-plus pricing) ไม่เพียงแต่จะช่วยลดแรงกดดันต่อภาพลักษณ์ของธุรกิจ แต่ยังช่วยให้ตลาดทุนมองเห็นความยั่งยืนที่แท้จริงของสถานประกอบการโดยไม่ต้องพึ่งพาการบวกราคาเกินจริงจากตัวยา

3. ผลกระทบเชิงบวกต่อระบบประกันสุขภาพ

เมื่อโครงสร้างค่ารักษาพยาบาลมีความชัดเจนและสามารถคาดการณ์ได้ บริษัทประกันสุขภาพจะสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีเบี้ยประกันสมเหตุสมผลมากขึ้น ลดภาระการจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่สูงเกินความจำเป็น ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลดีต่อประชาชนทุกระดับที่พยายามเข้าถึงการคุ้มครองด้านสุขภาพ ไม่ต้องแบกรับภาระเบี้ยประกันที่สูงขึ้นตามราคาค่ารักษาที่ไร้เพดานควบคุม

4. การรักษาสมดุลระหว่าง "กำไรธุรกิจ" และ "จริยธรรมปัจจัยสี่"

การเป็นสถานพยาบาลพรีเมียมสามารถสร้างกำไรได้จาก "ความเชี่ยวชาญของบุคลากร" (Professional Fee) และ "คุณภาพการบริการ" (Hospitality & Efficiency) มากกว่าการสร้างกำไรจากส่วนต่างราคายาซึ่งเป็นสินค้าพื้นฐานในการรักษาชีวิต การปฏิรูปเช่นนี้จะช่วยยกสถานะของโรงพยาบาลเอกชนไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทั้งในด้านประสิทธิภาพการรักษาและด้านความโปร่งใสในราคา

บทสรุป:

การสร้างระบบที่เปิดเผยและเป็นธรรม ไม่ได้เป็นการบั่นทอนศักยภาพของภาคเอกชน แต่เป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้แก่ระบบสาธารณสุขของประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนผู้มีกำลังซื้อยังคงได้รับการคุ้มครองที่เป็นธรรม และภาคธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างสง่างามและยั่งยืน


Korn Pongjitdham, M.D.

TAGS: #ค่ารักษาพยาบาล #โรงพยาบาลเอกชน #เงินเฟ้อทางการแพทย์ #ประกันสุขภาพ