บัตรคนจนรอบใหม่: เปิดลงทะเบียน/ยืนยันสิทธิ 4-21 มิ.ย. 69 (เริ่มใช้สิทธิ 1 ส.ค. 69) ปรับเกณฑ์คัดกรองเข้ม บล็อกคนรวยแฝงตัว เพิ่ม 5 กลุ่มต้องห้ามใหม่
มีมติเห็นชอบโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ รอบใหม่ ปี 2569 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อปรับปรุงและคัดกรองข้อมูลผู้ได้รับสิทธิให้เป็นปัจจุบัน หลังไม่มีการอัพเดตเกณฑ์มาตั้งแต่ปี 2565 โดยตั้งเป้าหมายสกัดกลุ่มคน “จนไม่จริง” ออกจากระบบ เพื่อให้เม็ดเงินช่วยเหลือเยียวยาตรงถึงมือผู้มีรายได้น้อยแท้จริง ดีเดย์เปิดให้ยืนยันสิทธิและลงทะเบียนรอบใหม่วันที่ 4–21 มิถุนายนนี้ วางเป้าเริ่มเปิดใช้สิทธิ 1 สิงหาคม 2569 ขณะที่โฆษกรัฐบาลเผยมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ดันยอดสะพัดหมุนเวียนเศรษฐกิจแล้วกว่า 2,500 ล้านบาท ด้านผู้ว่าการ ธปท. ขานรับนโยบายลดภาระประชาชน ประกาศปรับลดค่าธรรมเนียมทางการเงินรวม 19 รายการ
รายละเอียดและประเด็นสำคัญในมาตรการเศรษฐกิจรอบนี้ มีดังต่อไปนี้
1. คลังคัดกรองเข้ม บล็อกคนรวย ย้ำ 5 คุณสมบัติกลุ่มต้องห้ามใหม่
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ได้มีการปรับปรุงเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ให้เข้มงวดขึ้นตามการพิจารณาของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) โดยกำหนดเกณฑ์คุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนไว้ดังนี้:
-
คุณสมบัติพื้นฐานทั่วไป: ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
-
กลุ่มต้องห้าม (เดิม): ภิกษุ สามเณร นักพรรต หรือนักบวช, ผู้ต้องขัง/ผู้ถูกกักกัน, บุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ, ข้าราชการ/พนักงานราชการ/ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ (ยกเว้นผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี), ผู้รับบำเหน็จ บำนาญ เบี้ยหวัดรายเดือนจากภาครัฐ และข้าราชการการเมือง (สส. และ สว.)
-
❌ เพิ่มกลุ่มต้องห้ามใหม่ 5 ประเภท (เพื่อคัดกรองผู้มีฐานะ):
-
นักเรียน และนักศึกษา
-
ผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน
-
ผู้มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ (บัญชีหุ้น) หรือถือครองตราสารหนี้
-
ผู้มีกรมธรรม์ประกันชีวิตประเภทสามัญ และจ่ายเบี้ยประกันตั้งแต่ 12,000 บาทต่อคนต่อปีขึ้นไป
-
บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร ที่ผู้มีเงินได้นำชื่อไปใช้สิทธิหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้
-
2. เช็กเกณฑ์รายได้-ทรัพย์สิน-อสังหาริมทรัพย์ ล่าสุดปี 2569
สำหรับหลักเกณฑ์ด้านการเงิน ทรัพย์สิน และการครองชีพเพื่อพิจารณาความจำนนจริง มีเงื่อนไขที่กำหนดไว้เป็นรายบุคคลและครอบครัว ดังนี้:
-
รายได้: มีรายได้ (รายบุคคล) หรือมีการจ่ายเงินให้กับบุคคลอื่นรวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
-
บัตรเครดิต: ต้องไม่มีบัตรเครดิต
-
วงเงินสินเชื่อ: วงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทและทุกบัญชี ต้องไม่เกิน 100,000 บาท
-
ทรัพย์สินทางการเงิน: เงินฝากธนาคาร และสลากออมทรัพย์รวมกัน ไม่เกิน 100,000 บาท
-
อสังหาริมทรัพย์และที่ดิน:
-
กรณีเกษตรกร: มีที่ดินเพื่อการเกษตรและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 10 ไร่ (หากคิดรวมทั้งครอบครัวต้องไม่เกิน 20 ไร่)
-
กรณีไม่ใช่เกษตรกร: มีที่ดินทั่วไปและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 1 ไร่ (คิดรวมทั้งครอบครัวไม่เกิน 2 ไร่)
-
กรณีห้องชุด/คอนโด: พื้นที่รวมกันทุกแห่งต้องไม่เกิน 35 ตารางเมตร
-
กรณีบ้านเดี่ยว/ทาวน์เฮาส์/ตึกแถว: พื้นที่รวมกันทุกแห่งต้องไม่เกิน 25 ตารางวา
-
-
ยานพาหนะ: ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุเกิน 300 ซี.ซี. ขึ้นไป (ยกเว้น รถจักรยานยนต์ทั่วไป, รถยนต์สามล้อ, รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง และรถที่ใช้ในกิจกรรมเกษตรกรรม)
3. เปิดไทม์ไลน์ลงทะเบียนรอบใหม่ ยืนยันสิทธิผ่าน 5 ช่องทาง
สำหรับกลุ่มผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมในระบบ ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 13.18 ล้านคน จะต้องเข้าร่วมลงทะเบียนเพื่อยืนยันสิทธิและตรวจสอบคุณสมบัติตามเกณฑ์ใหม่นี้ด้วยเช่นกัน โดยสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 4–21 มิถุนายน 2569 ผ่านช่องทางหลัก 5 ช่องทาง ประกอบด้วย:
-
แอปพลิเคชัน "เป๋าตัง"
-
แอปพลิเคชัน "ทางรัฐ"
-
เว็บไซต์โครงการอย่างเป็นทางการ
-
ตู้เอทีเอ็ม (ATM) ธนาคารกรุงไทย
-
หน่วยรับลงทะเบียน ณ ที่ทำการของ 5 ธนาคารรัฐ ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนาคารออมสิน, ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.)
กำหนดการสำคัญ:
4–21 มิ.ย. 2569: เปิดลงทะเบียนและยืนยันสิทธิรอบใหม่
17 ก.ค. 2569: ประกาศผลผู้ผ่านเกณฑ์ได้รับสิทธิ และเปิดให้ยืนยันตัวตน (รวมถึงเริ่มเปิดยื่นอุทธรณ์สำหรับผู้ไม่ผ่านเกณฑ์จนถึงสิ้นเดือน ก.ค.)
1 ส.ค. 2569: เริ่มเปิดใช้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่อย่างเป็นทางการ
14 ก.ย. 2569: ประกาศผลการพิจารณารอบอุทธรณ์
ทางด้าน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากการเปิดให้ผู้ถือบัตรเดิมยืนยันสิทธิแล้ว รัฐบาลยังเปิดโอกาสให้กลุ่มที่ยังไม่มีบัตรซึ่งเป็นกลุ่มตกหล่นเข้าลงทะเบียนด้วย โดยจะมีกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ร่วมลงพื้นที่ช่วยสำรวจและอำนวยความสะดวกในการยืนยันสิทธิแก่ประชาชนกลุ่มชายขอบหรือผู้เปราะบาง
4. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทย พลัส” ยอดใช้จ่ายสะพัด
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ว่าได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากทั้งภาคประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าชุมชน สะท้อนเด่นชัดถึงความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย
โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 11.00 น. มียอดสะสมการใช้จ่ายในโครงการทะยานสูงถึง 2,581.03 ล้านบาท ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว แบ่งสัดส่วนโครงสร้างการใช้จ่ายออกเป็น:
-
ภาคประชาชน (ร่วมจ่าย 40%): คิดเป็นยอดเงินรวม 1,078.18 ล้านบาท
-
ภาครัฐ (ร่วมสนับสนุน 60%): คิดเป็นยอดเงินรวม 1,502.85 ล้านบาท
“ตัวเลขความสำเร็จดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โครงการไทยช่วยไทย พลัส สามารถขับเคลื่อนและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลดีในการกระจายเม็ดเงินและเพิ่มรายได้หมุนเวียนให้แก่กลุ่มร้านค้ารายย่อย ผู้ประกอบการท้องถิ่น และธุรกิจวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศให้เติบโตต่อเนื่อง” น.ส.รัชดา กล่าว
5. แบงก์ชาติหั่นค่าธรรมเนียม 19 รายการ ลดต้นทุนประชาชนและ SMEs
ด้านนโยบายการเงินและความช่วยเหลือภาคครัวเรือน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้ออกหลักเกณฑ์และข้อกำหนดมาตรฐานใหม่เกี่ยวกับการคิดค่าบริการทางการเงินของสถาบันการเงิน โดยสั่งปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมลงหลายรายการ เพื่อช่วยเหลือประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้มีโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงินที่เป็นธรรม ไม่เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่เกินสมควร
การปรับลดในครั้งนี้ครอบคลุมรายการค่าธรรมเนียม 4 ประเภทหลัก รวมทั้งสิ้น 19 รายการ ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะช่วยจัดระเบียบให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตทุกแห่ง มีมาตรฐานการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมบนบริการพื้นฐานที่ตรงกัน มีความชัดเจน โปร่งใส และสอดรับกับต้นทุนในการให้บริการที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น

